ข้ามไปยังเนื้อหา

ธุรกิจโตแล้วต้องใช้เงินหมุนเพิ่มเท่าไร

Corporate Finance สำหรับคนบริหารกิจการ ตอนที่ 3
1 พฤศจิกายน ค.ศ. 2026 โดย
Tomz

ถ้าบริษัท A รับงานเพิ่มก่อนเก็บเงินงานเดิมได้ ยอดขายอาจโตเร็วกว่าความพร้อมของเงินสด ตอนนี้เราจะถามว่าต้องจ่ายอะไรเมื่อไร แทนการตัดสินจากกำไรอย่างเดียว

ใช้ตัวอย่างสมมติเดิม เงินต้นงวด 500,000 บาท เก็บ 600,000 บาท จ่ายต้นทุนตรง 700,000 บาท เหลือเงิน 400,000 บาทและลูกหนี้ 400,000 บาท ตัวเลขนี้ยังไม่มีค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ภาษี ดอกเบี้ย หรือรายการอื่น

เป้าหมายคือแยกเงินที่ติดอยู่ในงานออกจากเงินที่ใช้ได้ และไม่ถือว่าการเลื่อนเก็บเงินทำให้กำไรเปลี่ยนทันทีทุกครั้ง การเก็บได้จริงยังเป็นอีกความเสี่ยงที่ต้องตรวจ

คนสามคนตรวจแฟ้ม สมุดบัญชี และรายการส่งของข้างชั้นเก็บสินค้า โดยมีปฏิทินกับซองเอกสารอยู่บนโต๊ะ
ภาพประกอบกรณีเรียนรู้ การทำงาน ส่งมอบ วางบิล และรับเงินเกิดคนละจังหวะ การอ่านงบและประเมินเงินต่างเวลาต้องแยกเอกสารกับเงินที่เข้าจริง เปิดภาพขนาดใหญ่

เงินทุนหมุนเวียนไม่ใช่เงินสดในธนาคารอย่างเดียว

OpenStax อธิบายเงินทุนหมุนเวียน โดยแยกยอดสินทรัพย์หมุนเวียนกับเงินทุนหมุนเวียนสุทธิ ซึ่งส่วนหลังเท่ากับสินทรัพย์หมุนเวียนหักหนี้สินหมุนเวียน แต่เมื่อตีมูลค่า เรามักแยกเงินทุนหมุนเวียนดำเนินงานที่ไม่รวมเงินสดและหนี้มีดอกเบี้ย ต้องบอกนิยามก่อนใช้สูตร

บริษัท A ไม่มีสต็อกในโจทย์ แต่ยังมีลูกหนี้ 400,000 บาท หากเป็นโรงงาน ต้องดูวัตถุดิบ งานระหว่างทำ และสินค้าสำเร็จรูปเพิ่ม รวมทั้งเครดิตเจ้าหนี้ที่ช่วยรองรับบางส่วน สมมติฐานของสองธุรกิจไม่ควรถูกใช้แทนกัน

ยอดหมุนเวียนที่เป็นบวกไม่ได้แปลว่ามีเงินพร้อมจ่าย ลูกหนี้อาจยังไม่ครบกำหนดหรือมีข้อพิพาท ส่วนเงินฝากบางส่วนอาจมีข้อจำกัดการใช้

เลื่อนเงินเข้าอย่างเดียว แล้วดูผล

สมมติลูกค้าเลื่อนเงิน 600,000 บาทที่วางแผนรับในงวดนี้ออกไปทั้งหมด โดยยังจ่ายต้นทุน 700,000 บาทเท่าเดิม เงินปลายงวดก่อนหาแหล่งทุนจะเป็น 500,000 - 700,000 = -200,000 บาท

เทียบกรณีฐานที่เหลือเงิน 400,000 บาท เงินที่ใช้ได้ต่างกัน 600,000 บาท แต่ยอดที่ต้องหาเพื่อไม่ให้ติดลบในโจทย์นี้คือ 200,000 บาท ยังไม่รวมเงินเผื่อหรือภาระอื่น สองตัวเลขตอบคนละคำถาม

รายได้และต้นทุนตามเกณฑ์เดิมยังทำให้ส่วนต่าง 300,000 บาทได้ หากไม่มีเหตุให้ปรับรับรู้ แต่การทำงานต่ออาจต้องเจรจางวดชำระหรือเตรียมเงินทุนล่วงหน้า การกู้ช่วยเรื่องเวลา ไม่ได้ลบภาระคืนเงิน

ต้นทุนออกแล้ว แต่เงินบางส่วนยังอยู่ที่ลูกหนี้
หน่วย: พันบาท
จ่ายต้นทุนตรง 700
ทำงานและส่งมอบตามเงื่อนไข

รับรู้รายได้ 1,000 เมื่อเข้าเกณฑ์ ไม่ได้แปลว่ารับเงินแล้ว

เงินที่เก็บได้
600
ลูกหนี้ที่ยังรอเก็บ
400
ตรวจสัญญา จุดตรวจรับ และเงื่อนไขเก็บเงิน ก่อนเริ่มรอบงานถัดไป
ภาพแสดงความสัมพันธ์ของกรณีสมมติ ไม่กำหนดจำนวนวันเก็บหนี้ วันถือสินค้า หรือวันจ่ายเจ้าหนี้ การรับรู้รายได้ขึ้นกับเกณฑ์บัญชี ไม่ใช่การวางบิลเพียงอย่างเดียว

ใช้วันรับจ่ายจริงก่อนใช้ค่าเฉลี่ย

วงจรเงินสดที่นำวันถือสินค้า บวกวันเก็บลูกหนี้ ลบวันจ่ายเจ้าหนี้ช่วยดูแนวโน้มธุรกิจซื้อขาย แต่บริษัทวางระบบอาจมีช่วงทำงานจนตรวจรับและวางบิลไม่ได้ ซึ่งค่าเฉลี่ยลูกหนี้อาจไม่สะท้อน

ทำแผนรับจ่ายตามวันและดูจุดเงินต่ำสุด เงินสิ้นเดือนที่เป็นบวกอาจซ่อนวันที่เงินไม่พอ หากจ่ายผู้ขายก่อนเก็บลูกค้า อย่ารวมต้นทุนแรงงานที่ปันส่วนลงโครงการซ้ำกับเงินเดือนจริงของบริษัท

บทอ่าน งานดูมีกำไร ทำไมเงินยังไม่พอใช้ แสดงความต่างของงวดรับเงิน ใช้ประกอบโจทย์นี้ได้ แต่ต้องเก็บสมมติฐานแต่ละตัวอย่างแยกกัน

วิธีแก้ต้องสัมพันธ์กับสาเหตุ

ถ้าติดเพราะเอกสารตรวจรับขาด ให้คนรับผิดชอบส่งหลักฐานและนัดผู้อนุมัติ ถ้าลูกค้าขาดสภาพคล่องต้องประเมินเครดิต ถ้างานยังไม่เสร็จต้องดูต้นทุนที่เหลือ การเร่งทวงอย่างเดียวไม่ได้แก้ทุกกรณี

แบบฝึกหัด: ถ้าเก็บในงวดเพียง 300,000 บาท เงินปลายงวดเป็นเท่าไร? คำตอบคือ 500,000 + 300,000 - 700,000 = 100,000 บาทก่อนรายการอื่น ไม่ต้องหาเงินเพิ่มเพื่อทำให้สิ้นงวดไม่ติดลบ แต่ยังต้องตรวจวันจ่ายและเงินเผื่อ

ก่อนรับงานเพิ่ม ให้ระบุวันเงินต่ำสุด จำนวนที่ต้องรองรับ และเงินรับที่คาดว่าจะปิดช่องว่าง การตอบได้ช่วยให้การตัดสินใจโตสัมพันธ์กับกำลังทุน ไม่ใช่ตั้งเป้ายอดขายแล้วค่อยหาเงินตาม

แชร์บทความ

FacebookX
# MBA
งบการเงินเล่าเรื่องเดียวกันคนละด้าน
Corporate Finance สำหรับคนบริหารกิจการ ตอนที่ 2