งานหนึ่งมีรายได้ 1 ล้านบาท ต้นทุนตรง 700,000 บาท เหลือส่วนต่าง 300,000 บาท แต่ถ้างวดนี้เก็บเงินได้เพียง 600,000 บาท และต้องจ่ายต้นทุนครบแล้ว บริษัทจะหาเงินอีก 100,000 บาทจากไหน?
คำถามนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ผมอยากใช้เรียน Corporate Finance หรือการเงินกิจการ เพราะมันทำให้เราเห็นว่ารับงานแล้วเหลือเท่าไร เงินจะเข้าเมื่อไร และควรหาเงินมารองรับอย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องคิดร่วมกัน
ตัวอย่างทั้งหมดในตอนนี้เป็นบริษัทสมมติ A ที่ขายระบบงานพร้อมติดตั้งและบริการรายปี ไม่ใช่ผลประกอบการของผมหรือลูกค้า เราจะใช้กิจการนี้ค่อย ๆ เรียนตั้งแต่การตัดสินใจใช้เงิน ไปจนถึงประเมินโครงการและมูลค่ากิจการ โดยยังไม่ต้องเริ่มด้วยสูตรจำนวนมาก

การเงินกิจการช่วยตัดสินใจเรื่องอะไร
ลองนึกว่าบริษัทมีเงินและกำลังคนจำกัด แต่มีทางเลือกหลายอย่าง ซื้ออุปกรณ์ จ้างคนเพิ่ม ทำบริการใหม่ หรือเก็บเงินไว้รองรับงานที่รับมาแล้ว ทุกทางเลือกใช้ทรัพยากร และบางทางเลือกทำให้เราพลาดอีกทางหนึ่ง
Corporate Finance ช่วยจัดเหตุผลของการตัดสินใจเหล่านี้ ผมจะเริ่มจาก 3 คำถาม
บริษัทควรลงทุนกับอะไร? การลงทุนอาจเป็นเครื่องจักร ระบบงาน โครงการลูกค้า หรือการพัฒนาบริการ เป้าหมายคือดูประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นเทียบกับเงิน เวลา และความเสี่ยงที่ต้องรับ ไม่ใช่ดูเพียงว่าสิ่งนั้นดูทันสมัยหรือทำให้ยอดขายเพิ่ม
ควรหาเงินจากไหน? บริษัทอาจใช้เงินที่มี กู้ หรือเพิ่มทุน แต่ละทางมีต้นทุน เงื่อนไข และผู้มีสิทธิเกี่ยวข้องต่างกัน เงินกู้มีภาระชำระ ส่วนเงินจากผู้ถือหุ้นก็มีความคาดหวังและผลต่อสิทธิความเป็นเจ้าของ ไม่ใช่เงินที่ไม่มีต้นทุนเพียงเพราะไม่มีใบแจ้งดอกเบี้ย
เงินที่เหลือควรนำไปทำอะไร? จะลงทุนต่อ กันไว้รองรับภาระ หรือคืนผู้ถือหุ้น ต้องดูโอกาสลงทุน เงินที่ใช้ได้จริง ความไม่แน่นอน และข้อจำกัดที่ใช้กับกิจการ ไม่ใช่มองยอดธนาคารแล้วถือว่านำออกได้ทั้งหมด
เงินทุนหมุนเวียนเชื่อมทุกคำถามเข้ากับชีวิตประจำวันของบริษัท ต่อให้โครงการน่าลงทุน เราก็ยังต้องมีเงินจ่ายระหว่างรอลูกค้า ส่วนเงินที่เก็บมาล่วงหน้าอาจมีภาระส่งมอบบริการต่อ จึงไม่ได้เป็นเงินว่างสำหรับเริ่มโครงการใหม่ทั้งหมด
OpenStax อธิบายการเงินธุรกิจ ผ่านเงินทุนหมุนเวียน การลงทุนระยะยาว และโครงสร้างเงินทุน ส่วนเนื้อหา Corporate Finance ของ Aswath Damodaran เชื่อมการลงทุน แหล่งทุน การจ่ายคืนผู้ถือหุ้น และมูลค่าเข้าด้วยกัน ชุดเรียนรู้นี้นำประเด็นเหล่านั้นมาเรียงใหม่สำหรับคนบริหารกิจการ
ส่วนต่าง 300,000 บาท แต่เงินรับจ่ายสุทธิติดลบได้อย่างไร
กลับมาที่บริษัท A สมมติว่างวดนี้เข้าเงื่อนไขรับรู้รายได้จากงาน 1,000,000 บาท และมีต้นทุนตรงของงานในงวด 700,000 บาท โดยจ่ายต้นทุนนี้เป็นเงินสดครบแล้ว ลูกค้าจ่ายในงวดเพียง 600,000 บาท ยอดที่ยังไม่เก็บคือ 400,000 บาท
ในตัวอย่างนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ค่าเสื่อมราคา ภาษี ดอกเบี้ย การลงทุน หรือการรับจ่ายอื่น จึงต้องแยกตัวเลขสองชุด
รายได้ลบต้นทุนตรง = 1,000,000 − 700,000 = 300,000 บาท
เงินที่เก็บได้ลบต้นทุนตรงที่จ่ายแล้ว = 600,000 − 700,000 = −100,000 บาท
ตัวเลขแรกคือส่วนต่างหลังต้นทุนตรง ไม่ใช่กำไรสุทธิ ส่วนตัวเลขหลังเป็นเงินรับจ่ายสุทธิของงานเฉพาะรายการที่สมมติ ยังไม่ใช่กระแสเงินสดดำเนินงานทั้งบริษัทตามงบการเงิน
ถ้ามีเงินสดต้นงวด 500,000 บาท และไม่มีรายการอื่น เงินปลายงวดจะเป็น 500,000 + 600,000 − 700,000 = 400,000 บาท บริษัทจ่ายต้นทุนได้ แต่เงินสดลดลง 100,000 บาท แม้งานมีส่วนต่างเป็นบวก
ถ้าลูกค้าจ่ายยอดที่เหลือในงวดต่อไป บริษัทจะได้เงินสดเพิ่มจากการเก็บยอดเดิม ไม่ได้รับรู้รายได้เดิมอีกครั้งตามจำนวนที่เก็บได้ การแยกวันรับรู้รายได้กับวันรับเงินจึงเป็นพื้นฐานที่เราจะใช้ต่อในตอนเรื่องงบการเงิน
IAS 7 ของ IFRS Foundation แยกกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน การลงทุน และการจัดหาเงิน ตัวอย่างรับจ่ายสั้น ๆ นี้ช่วยเรียนแนวคิด แต่ยังไม่แทนการจัดทำงบจริงหรือการเลือกกรอบบัญชีที่กิจการต้องใช้
งานที่คุ้มกับงานที่มีเงินทำจนจบ ต้องตรวจคนละเรื่อง
- รายได้ที่รับรู้1,000
- ต้นทุนตรง−700
- เก็บเงินได้600
- จ่ายต้นทุน−700
- เงินสดต้นงวด500
- เงินสดปลายงวด400
หากต้นทุนและรายได้เป็นไปตามแผน งานที่เหลือส่วนต่างบวกอาจยังต้องใช้เงินมารองรับช่วงรอเก็บเงิน บริษัทจึงอาจเจรจางวดชำระ แบ่งจังหวะซื้อ หรือหาแหล่งเงินที่เหมาะกับระยะรอ โดยต้องทำตามสัญญาและข้อจำกัดที่เกี่ยวข้อง
แต่ถ้าทำบริการหนึ่งแล้วต้นทุนส่งมอบสูงกว่ารายได้ซ้ำ ๆ การหาเงินเพิ่มช่วยยืดเวลาได้ ยังต้องแก้ราคา ขอบเขตงาน หรือต้นทุนด้วย การมีคนยอมให้กู้ไม่ได้พิสูจน์ว่าโครงการคุ้ม
อีกด้านหนึ่ง การจ่ายเงินน้อยที่สุดก็ไม่ได้ดีที่สุดเสมอ อุปกรณ์ที่ถูกกว่าอาจทำให้งานเสียและต้องแก้มากขึ้น หรือการไม่ฝึกคนสำรองอาจทำให้ส่งงานไม่ได้เมื่อคนสำคัญไม่อยู่ ต้องดูผลของทางเลือกทั้งช่วงเวลาที่เราจะรับภาระ
ผมจึงมองการสร้างมูลค่าระยะยาวว่าเกี่ยวกับเงินที่กิจการคาดว่าจะสร้างได้ เวลา ความเสี่ยง และทรัพยากรที่ต้องใช้ กำไรงวดเดียวเป็นข้อมูลส่วนหนึ่ง ยังไม่พอจะตัดสินการลงทุนทั้งหมด ในตอนหลังเราจะเรียนวิธีเทียบเงินต่างเวลา โดยระบุสมมติฐานให้ตรวจได้ ไม่ถือว่าผลคำนวณเป็นคำทำนายที่แม่นเสมอ
CEO ไม่จำเป็นต้องคำนวณทุกช่องเอง แต่ควรถามให้ได้ว่าทางเลือกคืออะไร เงินออกก่อนเข้าเท่าไร สมมติฐานไหนเปลี่ยนคำตัดสิน และใครมีอำนาจอนุมัติ การตัดสินใจเกี่ยวกับทุนหรือการจ่ายคืนผู้ถือหุ้นยังต้องอยู่ภายใต้อำนาจ สัญญา และกฎหมายที่ใช้ ไม่ใช่ให้ผู้บริหารเลือกจากความชอบส่วนตัวเพียงอย่างเดียว
ลองตอบก่อนเปิดเครื่องคำนวณ
ถ้างวดนี้บริษัท A เก็บเงินได้ 900,000 บาทแทน 600,000 บาท โดยรายได้และต้นทุนตรงเท่าเดิม ส่วนต่างกับเงินรับจ่ายเปลี่ยนอย่างไร?
ส่วนต่างยังเท่ากับ 300,000 บาท ส่วนเงินรับจ่ายสุทธิของงานเป็น 900,000 − 700,000 = 200,000 บาท เงินต้นงวด 500,000 บาทจึงเพิ่มเป็น 700,000 บาท ภายใต้สมมติฐานว่าไม่มีรายการอื่น
ถ้าบริษัทกู้เงินมา 100,000 บาท ส่วนต่างจากงานเพิ่มด้วยหรือไม่?
ไม่เพิ่มจากการกู้ เงินเข้าจากแหล่งทุนทำให้เงินสดเพิ่มและมีภาระหนี้ ไม่ใช่รายได้จากการขายงาน ดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมต้องนำมาพิจารณาแยกเมื่อมีข้อมูล
ถ้าเห็นเงินปลายงวด 400,000 บาท จะตัดสินใจคืนผู้ถือหุ้นได้เลยหรือไม่?
ยังตอบไม่ได้ ต้องดูภาระที่กำลังถึงกำหนด เงินที่ต้องใช้ทำงานต่อ เงินเผื่อ โอกาสลงทุน และเงื่อนไขการจ่ายที่ใช้กับบริษัท เงินในบัญชีเพียงตัวเดียวตอบคำถามนี้ไม่ครบ
ก่อนอ่านตอนต่อไป ลองเลือกการใช้เงินหนึ่งเรื่องที่กำลังพิจารณา แล้วเขียนให้ได้ว่าเงินจะใช้สร้างอะไร ต้องจ่ายเมื่อไร คาดว่าจะได้เงินคืนจากไหน และถ้าช้ากว่าแผนจะทำอย่างไร ตอนเรื่องงบการเงินจะช่วยให้เราตามตัวเลขเหล่านี้ผ่านบัญชีโดยไม่สับสนว่ารายได้ กำไร และเงินสดเป็นตัวเดียวกัน