เพิ่มนักพัฒนาจาก 4 คนเป็น 6 คน แต่ส่งมอบงานได้มากขึ้นเพียงเล็กน้อย เราควรสรุปว่าคนใหม่ทำงานไม่เก่ง หรือเริ่มตรวจว่าทั้งทีมกำลังรอขั้นตอนเดียวกันอยู่?
ฝ่ายผลิตก็เจอคำถามคล้ายกัน เพิ่มคนเตรียมชิ้นงานได้ แต่เครื่องจักรที่ทำขั้นตอนสำคัญยังมีเครื่องเดียว เศรษฐศาสตร์การผลิตช่วยแยกผลของการเพิ่มทรัพยากรบางอย่างออกจากการเปลี่ยนระบบทั้งหมด ก่อนจะใช้จำนวนคนเป็นคำตอบของทุกปัญหา
ระยะสั้นคือช่วงที่ยังมีบางอย่างปรับไม่ได้
ระยะสั้นมีปัจจัยการผลิตอย่างน้อยหนึ่งอย่างคงที่ ส่วนระยะยาวปรับปัจจัยทั้งหมดได้ คำว่าคงที่หมายถึงข้อจำกัดในกรอบเวลาที่กำลังตัดสินใจ ไม่ได้แปลว่าสิ่งนั้นเปลี่ยนไม่ได้ตลอดไป
ทีม SI อาจจ้างผู้รับเหมาช่วงเพิ่มทันเดือนนี้ แต่ยังฝึกผู้ตรวจแบบที่เข้าใจระบบเดิมไม่ทัน โรงงานอาจจัดคนเพิ่มในกะได้ แต่สั่งเครื่องจักรใหม่มาใช้สัปดาห์หน้าไม่ได้ ทั้งสองกรณีจึงยังเป็นการผลิตระยะสั้น แม้แต่ละกิจการใช้เวลาปรับข้อจำกัดไม่เท่ากัน
เมื่อมีเวลาฝึกคน เปลี่ยนวิธีทำงาน หรือเลือกเครื่องจักรใหม่ เราจึงกำลังเปิดทางเลือกแบบระยะยาว การแบ่งระยะด้วยสิ่งที่ปรับได้ช่วยให้แผนแก้งานด่วนไม่ปนกับแผนลงทุนเพื่ออนาคต อ่านนิยามเรื่องระยะสั้นและผลผลิตเพิ่มเติมได้จาก OpenStax 7.2 ตามลิงก์ท้ายบทความ

ต้องแยกผลผลิตรวม เฉลี่ย และส่วนเพิ่ม
ผลผลิตรวมคือจำนวนงานทั้งหมดที่ได้จากปัจจัยชุดหนึ่งในช่วงเวลาที่กำหนด ผลผลิตเฉลี่ยต่อคนคือผลผลิตรวมหารจำนวนคน ส่วนผลผลิตส่วนเพิ่มคือผลผลิตรวมที่เปลี่ยนไปเมื่อเพิ่มปัจจัยหนึ่งหน่วย โดยตรึงปัจจัยอื่นไว้
สามตัวเลขนี้ตอบคนละเรื่อง ทีมอาจส่งงานรวมได้มากขึ้น แต่ผลงานเฉลี่ยต่อคนลดลงได้ และคนที่เพิ่มเข้ามาคนล่าสุดอาจทำให้ทีมส่งงานเพิ่มน้อยกว่าคนก่อน โดยไม่ได้หมายความว่าทั้งทีมส่งงานน้อยลง
ตารางเลื่อนซ้ายและขวาเพื่ออ่านได้ครบ
| พนักงานในกะ | ชิ้นงานดีรวมต่อกะ | ชิ้นงานดีเฉลี่ยต่อคน | ผลผลิตเพิ่มจากคนล่าสุด |
|---|---|---|---|
| 2 คน | 80 ชิ้น | 40 ชิ้น/คน | ยังไม่คำนวณ เพราะไม่มีกะ 1 คนให้เทียบ |
| 3 คน | 126 ชิ้น | 42 ชิ้น/คน | 46 ชิ้น/คนที่เพิ่ม |
| 4 คน | 160 ชิ้น | 40 ชิ้น/คน | 34 ชิ้น/คนที่เพิ่ม |
| 5 คน | 180 ชิ้น | 36 ชิ้น/คน | 20 ชิ้น/คนที่เพิ่ม |
สมมติให้ชิ้นงานชนิดเดียวกัน คุณภาพผ่านเกณฑ์เดียวกัน กะยาวเท่ากัน ทักษะและวัตถุดิบเทียบเคียงกัน และไม่มีการเปลี่ยนเครื่องจักร ตารางนี้สร้างเพื่ออธิบายวิธีคิด ไม่ใช่ข้อมูลจากโรงงานจริง
เพิ่มจาก 3 เป็น 4 คน ได้ผลผลิตเพิ่ม 160 - 126 = 34 ชิ้นต่อกะ ส่วนเพิ่มจาก 4 เป็น 5 คนได้ 180 - 160 = 20 ชิ้นต่อกะ ผลผลิตส่วนเพิ่มลดลง แต่ผลผลิตรวมยังเพิ่มจาก 160 เป็น 180 ชิ้น ข้อนี้ต่างจากการบอกว่าเพิ่มคนแล้วผลผลิตลดลง
ผลได้ส่วนเพิ่มที่ลดลงมีเงื่อนไข
เมื่อเพิ่มปัจจัยแปรผัน เช่น แรงงาน โดยปัจจัยอื่นคงที่ ถึงช่วงหนึ่งผลผลิตที่เพิ่มจากแรงงานแต่ละหน่วยอาจลดลง นี่คือแนวคิดผลได้ส่วนเพิ่มลดน้อยถอยลง ไม่ใช่กฎว่าเพิ่มคนทุกครั้งต้องแย่ลง ตั้งแต่เริ่มต้นการแบ่งงานอาจช่วยให้ผลผลิตส่วนเพิ่มสูงขึ้นก่อนก็ได้
ในตาราง คนเพิ่มช่วยเตรียมชิ้นงานและลดเวลารอได้ช่วงแรก แต่เมื่อเครื่องจักรเดิมใกล้ใช้เต็มกะ คนเพิ่มอาจต้องรอเครื่องมากขึ้น การเพิ่มคนอีกจึงไม่ได้เพิ่มชิ้นงานดีเท่าเดิม เหตุผลนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าเครื่องจักรยังเหมือนเดิม
หากเปลี่ยนเครื่องจักร ทักษะ ขั้นตอน หรือชนิดงานพร้อมกัน จะอ้างตัวเลขก่อนและหลังว่าเป็นผลของคนเพิ่มอย่างเดียวไม่ได้ ควรบันทึกสิ่งที่เปลี่ยนคู่กันและอธิบายข้อจำกัดของการเปรียบเทียบ

งานซอฟต์แวร์ต้องระวังหน่วยวัดมากกว่านับจำนวนงาน
งานหนึ่งรายการอาจแก้ข้อความบนจอ อีกงานอาจเชื่อมระบบบัญชีที่ต้องตรวจข้อมูลย้อนหลัง การนับรายการงานที่ปิดเท่ากันจึงไม่ได้ทำให้ผลงานเท่ากัน และจำนวนบรรทัดโค้ดไม่ได้บอกว่าลูกค้าใช้งานได้ดีขึ้นแค่ไหน
สำหรับ Odoo Partner อาจเริ่มติดตามเวลาตั้งแต่ความต้องการชัดจนถึงผู้ใช้รับมอบ แยกงานประเภทเดียวกัน และดูเวลารอตรวจแบบ รอข้อมูล รอทดสอบ รวมถึงปัญหาที่กลับมาแก้หลังส่งมอบ การเลือกใช้ความสามารถมาตรฐานแทนเขียนเพิ่มอาจส่งงานได้โดยมีโค้ดน้อยลงด้วย
สมมติว่าทีมเขียนงานเสร็จได้ 12 รายการต่อสัปดาห์ แต่ผู้ตรวจรับรองได้เพียง 8 รายการในช่วงเดียวกัน และแต่ละรายการเทียบเคียงกันได้ในตัวอย่าง หากยังมีงานเข้ามา 12 รายการทุกสัปดาห์ คิวก่อนตรวจจะเพิ่มสุทธิ 4 รายการต่อสัปดาห์ การเพิ่มคนเขียนโดยไม่เพิ่มกำลังตรวจอาจทำให้คิวยิ่งยาว แม้ทุกคนทำงานเต็มเวลา
นี่เป็นการประยุกต์เรื่องข้อจำกัดของระบบ ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าทีมซอฟต์แวร์ทุกทีมมีผลผลิตแบบตารางโรงงาน ผู้ตรวจอาจติดงานที่ยากขึ้น หรือข้อมูลลูกค้าอาจไม่พร้อม ต้องดูเหตุของเวลารอจริงก่อนแก้
เปลี่ยนจากถามว่าขาดกี่คน เป็นถามว่าติดตรงไหน
ผมอยากให้เริ่มจากตามงานหนึ่งชิ้นตั้งแต่รับเข้าจนส่งได้ เขียนเวลาทำงานกับเวลารอแยกกัน แล้วเลือกจุดที่ทำให้การส่งมอบทั้งระบบติดขัด ไม่จำเป็นว่าจุดที่ดูยุ่งที่สุดจะเป็นข้อจำกัดเสมอไป
ในทีมซอฟต์แวร์ ทางเลือกอาจเป็นกันเวลาตรวจแบบให้แน่นอน จัดข้อมูลตัวอย่างก่อนเริ่มพัฒนา หรือฝึกผู้ตรวจเพิ่ม ฝ่ายผลิตอาจเตรียมอุปกรณ์ก่อนหยุดเครื่อง ลดงานแก้ หรือจัดลำดับล็อตให้เปลี่ยนงานน้อยลง แต่ละทางต้องทดสอบว่าเพิ่มชิ้นงานดีที่ส่งได้จริงหรือเพียงย้ายคิวไปอีกจุด
ก่อนจ้างเพิ่ม ให้ระบุว่าคนใหม่จะลดข้อจำกัดใด และจะวัดผลที่การส่งมอบอย่างไร หากคำตอบยังเป็นเพียง “ทุกคนงานเต็ม” ข้อมูลยังไม่พอเลือกวิธีแก้
กำหนดช่วงทดลองและเงื่อนไขคุณภาพไว้ด้วย เช่น เปรียบเทียบงานประเภทเดียวกันพร้อมจำนวนงานแก้ และติดตามภาระงานของคนในขั้นตอนถัดไป การเร่งต้นทางจนงานค้างปลายทางไม่ใช่ผลสำเร็จของทั้งระบบ
ตอนที่ 3 จะตามต่อว่าทรัพยากรเหล่านี้กลายเป็นต้นทุนอย่างไร โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เห็นในบัญชีกับค่าเสียโอกาสที่ยังไม่อยู่ในตัวเลขนั้น
คำถามที่พบบ่อย
ผลผลิตส่วนเพิ่มลดลง แปลว่าควรหยุดจ้างทันทีหรือไม่
ไม่เสมอไป ต้องเทียบมูลค่าผลผลิตที่เพิ่มกับต้นทุนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคุณภาพและภาระงาน ตัวเลขส่วนเพิ่มที่ลดลงบอกความสัมพันธ์ของปัจจัยกับผลผลิต ไม่ได้ตัดสินความคุ้มค่าแทนข้อมูลราคาและต้นทุน
ระยะยาวต้องนานเกินหนึ่งปีหรือไม่
ไม่มีเกณฑ์หนึ่งปีตายตัวในนิยามนี้ ขึ้นกับเวลาที่กิจการปรับปัจจัยการผลิตทั้งหมดได้ การปรับทุกปัจจัยได้ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีงบประมาณ เวลา หรือความเสี่ยงให้พิจารณา
แหล่งที่ใช้ตรวจแนวคิด
ตอนนี้อธิบายแนวคิดเรื่องระยะสั้นและระยะยาว ผลผลิตรวม ผลผลิตเฉลี่ย ผลผลิตส่วนเพิ่ม และผลได้ส่วนเพิ่มที่ลดลง โดยอ่านนิยามและเงื่อนไขของแบบจำลองเพิ่มเติมได้จาก OpenStax 7.2 ด้านล่าง ตัวอย่างทีมซอฟต์แวร์ งาน SI, Odoo Partner และฝ่ายผลิตเป็นกรณีสมมติที่ผมใช้แสดงการประยุกต์ ไม่ใช่ข้อมูลผลผลิตขององค์กรจริง