มีงานใหม่ราคา 120,000 บาทเข้ามาในเดือนที่ทีมยังมีเวลาว่างบางส่วน ถ้ารับแล้วมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม 70,000 บาท เราควรตอบรับทันทีเพราะเหลือ 50,000 บาทหรือไม่?
คำตอบขึ้นกับว่า 70,000 บาทรวมสิ่งที่เปลี่ยนเพราะงานครบหรือยัง และกำลังว่างนั้นอยู่ตรงทักษะหรือขั้นตอนที่งานต้องใช้จริงหรือเปล่า ตอนนี้จะนำต้นทุนจากตอนก่อนมาอ่านคู่กับรายรับ กำไร และเงินสด ก่อนใช้ตัวเลขตัดสินงานเพิ่มหนึ่งงาน
รายรับรวมกับรายรับส่วนเพิ่มตอบคนละระดับ
รายรับรวมคือมูลค่าขายทั้งหมดของปริมาณที่พิจารณา หากเป็นสินค้าชนิดเดียวขายราคาเดียว คำนวณได้จากราคาต่อหน่วยคูณจำนวนหน่วย ส่วนรายรับเฉลี่ยคือรายรับรวมหารจำนวนหน่วย และรายรับส่วนเพิ่มคือรายรับรวมที่เปลี่ยนเมื่อขายเพิ่มอีกหน่วย
ถ้าลดราคาเพื่อขายเพิ่ม ต้องดูด้วยว่าราคาที่ลดมีผลเฉพาะหน่วยใหม่หรือกระทบหน่วยเดิมด้วย รายรับจากขายเพิ่มจึงไม่เท่ากับราคาป้ายของหน่วยใหม่เสมอไป
สำหรับโครงการซอฟต์แวร์ งานหนึ่งอาจใช้สองวัน แต่อีกงานใช้หลายเดือน การหารรายรับด้วยจำนวนโครงการให้ค่าเฉลี่ยบางอย่างได้ แต่ไม่ทำให้โครงการเป็นหน่วยที่เทียบกันตรง ๆ ผมจึงใช้คำว่า “รายรับเพิ่มของทางเลือกนี้” พร้อมขอบเขตและช่วงเวลา แทนฝืนใช้ราคาต่อโครงการเดียวกันทุกงาน
งานเพิ่มคุ้มหรือไม่ ต้องเทียบรายรับที่เปลี่ยนกับต้นทุนที่เปลี่ยน รวมถึงทางเลือกที่เสียไป ไม่ใช้ยอดขายเพิ่มแทนกำไรเพิ่ม และไม่ใช้กำไรเพิ่มแทนเงินสดที่พร้อมจ่าย

ตัวอย่างงานเชื่อมระบบที่มีเวลาว่างจริง
สมมติบริษัทรับเหมาซอฟต์แวร์พิจารณางานเชื่อมระบบราคา 120,000 บาท มีเวลานักพัฒนา ผู้ตรวจแบบ และผู้ทดสอบเหลือพอตามขอบเขตที่ตกลง งานไม่ทำให้งานเดิมช้าและไม่เบียดงานทางเลือกที่ดีกว่า ตัวเลขทั้งหมดไม่รวมภาษี และยังไม่คิดผลของเงินตามเวลา
ตารางเลื่อนซ้ายและขวาเพื่ออ่านได้ครบ
| รายการ | จำนวนเงิน | สมมติฐานที่ต้องยืนยัน |
|---|---|---|
| รายรับจากงานใหม่ | 120,000 บาท | ขอบเขตและเงื่อนไขรับมอบชัด เก็บเงินได้ครบ |
| ผู้รับเหมาช่วง | 40,000 บาท | รวมงานที่ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญภายนอกทำแล้ว |
| ระบบทดสอบและบริการภายนอก | 10,000 บาท | เป็นค่าที่เพิ่มจากฐานเดิมของบริษัท |
| ค่าล่วงเวลาและตรวจรับเพิ่ม | 20,000 บาท | ตรวจการทำงานจริงและขอบเขตการทดสอบแล้ว |
| รายรับเพิ่มหักค่าใช้จ่ายเพิ่มที่ระบุ | 50,000 บาท | ยังไม่ใช่กำไรสุทธิและไม่ใช่เงินสดพร้อมใช้ทันที |
ค่าใช้จ่ายเพิ่มรวม 40,000 + 10,000 + 20,000 = 70,000 บาท จึงเหลือ 120,000 - 70,000 = 50,000 บาทก่อนค่าใช้จ่ายเดิม หากต้นทุนอื่นไม่เปลี่ยนและไม่มีค่าเสียโอกาสเพิ่มเติม ตัวเลขนี้ช่วยบอกว่างานใหม่เพิ่มผลตอบแทนให้กิจการเท่าไรในกรอบสมมติ
แต่ถ้าต้องใช้ผู้ตรวจแบบคนเดียวกับอีกงานที่เหลือประโยชน์สุทธิ 60,000 บาท และเลือกทำได้เพียงงานเดียว งานใหม่ที่เหลือ 50,000 บาทจะด้อยกว่าทางเลือกนั้น 10,000 บาท ต้องยืนยันว่าประโยชน์ 60,000 บาทหักต้นทุนที่เกี่ยวข้องแล้ว ไม่เอายอดขายเต็มของอีกงานมาเทียบ
ต้นทุนความเสี่ยงที่ยังประเมินไม่ครบ เช่น งานแก้หลังส่งมอบ ข้อมูลลูกค้าไม่พร้อม หรือข้อผูกพันดูแลเพิ่มเติม ต้องทำเป็นกรณีทางเลือก ไม่ซ่อนใต้คำว่า “เหลือกำไรแน่นอน” ตัวเลขสวยที่สุดไม่ใช่ผลที่รับประกัน
เมื่อรับเงินหลังจ่าย งานที่คุ้มก็ขาดเงินระหว่างทางได้
ต่อจากตัวอย่างเดิม สมมติลูกค้าจ่ายทั้งหมดหลังรับมอบ 60 วัน แต่บริษัทต้องจ่ายค่าใช้จ่ายเพิ่ม 70,000 บาทก่อน โดยไม่มีเงินมัดจำ แม้คาดว่าจะเหลือ 50,000 บาท ก็ยังต้องหาเงินรองรับ 70,000 บาทช่วงรอรับเงิน และมีค่าใช้จ่ายเดิมของบริษัทที่ต้องจ่ายแยกอีก
ถ้าขอมัดจำ 30% ของราคา จะรับก่อน 36,000 บาท จึงเหลือภาระเงินสดของค่าใช้จ่ายเพิ่มที่ระบุ 34,000 บาท โดยสมมติให้เงินมัดจำเข้าก่อนจ่ายทั้งหมด ผลจริงยังขึ้นกับวันจ่ายแต่ละรายการ เงื่อนไขรับมอบ และการคืนเงินตามสัญญา เงินมัดจำไม่ใช่กำไรที่นำไปใช้ได้ทั้งหมด
ควรทำแผนเงินสดตามวันหรือสัปดาห์ที่จ่ายจริง แล้วลองกรณีลูกค้าจ่ายช้า งานใช้เวลาเกิน หรือจำเป็นต้องซื้อบริการเพิ่ม หากต้องกู้เงิน ค่าใช้จ่ายทางการเงินที่เปลี่ยนตามทางเลือกก็ต้องนำกลับมาคิดด้วย
คำสั่งซื้อพิเศษของฝ่ายผลิตต้องดูทั้งล็อต
สมมติโรงงานมีเวลาว่างพอสำหรับคำสั่งซื้อพิเศษ 200 ชิ้น ราคา 160 บาทต่อชิ้น วัสดุและค่าใช้จ่ายผันแปร 90 บาทต่อชิ้นดี ตั้งเครื่องเพิ่ม 4,000 บาท และส่งของเพิ่ม 2,000 บาท ชิ้นงานทุกชิ้นผ่านเกณฑ์ อัตรา 90 บาทรวมของเสียแล้ว และไม่มีต้นทุนอื่นเพิ่มในกรณีนี้
รายรับทั้งล็อตคือ 32,000 บาท ต้นทุนที่เปลี่ยนคือ 18,000 + 4,000 + 2,000 = 24,000 บาท จึงเหลือ 8,000 บาทก่อนค่าใช้จ่ายเดิม การดูเพียง 160 - 90 = 70 บาทต่อชิ้นจะยังไม่หักภาระระดับล็อตอีก 6,000 บาท
หากล็อตพิเศษทำให้งานเดิมที่เหลือประโยชน์สุทธิ 10,000 บาทต้องหลุดจากช่วงเวลาเดียวกัน ทางเลือกพิเศษจะเสียเปรียบ 2,000 บาทภายใต้การเปรียบเทียบนี้ แต่ถ้าทำได้ทั้งคู่โดยย้ายกะ ต้องคำนวณค่ากะใหม่ คุณภาพ ความปลอดภัย และข้อผูกพันจริง ไม่ใช้ค่าเสียโอกาสเดิมต่อไปโดยอัตโนมัติ
ราคาพิเศษยังอาจกระทบราคาที่ลูกค้าเดิมยอมรับหรือกินยอดขายเดิม ต้องรวมผลดังกล่าวเมื่อเกี่ยวข้อง สมมติว่าราคาเฉพาะล็อตไม่กระทบลูกค้าอื่นได้เพื่อเรียนวิธีคำนวณ แต่ไม่ควรถือว่าเกิดเช่นนั้นในงานจริงเสมอ

จุดคุ้มทุนใช้ได้เมื่อหน่วยและช่วงต้นทุนชัด
ส่วนเกินจากราคาขายต่อหน่วยหักต้นทุนผันแปรต่อหน่วยเรียกว่า contribution margin หรือส่วนเกินเพื่อชดเชยต้นทุนคงที่และสร้างกำไร หากขายสินค้าเดียว ราคาและต้นทุนผันแปรต่อหน่วยคงที่ในช่วงที่พิจารณา จุดคุ้มทุนเป็นหน่วยเท่ากับต้นทุนคงที่หารส่วนเกินต่อหน่วย โดยส่วนเกินต้องเป็นบวก
สมมติสินค้าแบบมาตรฐานมีราคาขาย 200 บาทต่อชิ้น ต้นทุนผันแปร 120 บาทต่อชิ้น และต้นทุนคงที่ 80,000 บาทต่อเดือน จุดคุ้มทุนจึงเป็น 80,000 / (200 - 120) = 1,000 ชิ้นต่อเดือน นี่คือตัวอย่างใหม่ที่แยกจากล็อตพิเศษข้างต้น ไม่ควรนำต้นทุนของสองกรณีมาปนกัน
ต้องขายได้จริง 1,000 ชิ้น ไม่ใช่ผลิตแล้ววางค้างไว้ และสมมติว่ากำลังผลิตรองรับจำนวนนี้โดยไม่เพิ่มต้นทุนคงที่ ถ้ามีสินค้าหลายชนิดต้องกำหนดส่วนผสมการขาย หรือใช้แบบจำลองที่รองรับความต่างนั้น การนำจำนวนโครงการที่ขอบเขตไม่เท่ากันไปหารต้นทุนแบบสินค้าเดียวอาจชวนให้ตัดสินใจผิด
แยกกำไรทางบัญชีกับกำไรทางเศรษฐศาสตร์ก่อนอ่านผล
กำไรทางบัญชีพิจารณารายได้หักค่าใช้จ่ายตามกรอบบัญชี ส่วนกำไรทางเศรษฐศาสตร์รวมต้นทุนค่าเสียโอกาสที่ยังไม่อยู่ในค่าใช้จ่ายนั้นด้วย จึงต้องใช้ช่วงเวลาและขอบเขตเดียวกันก่อนเทียบ ไม่ใช่เอา 50,000 บาทจากงานเพิ่มไปเรียกกำไรทางบัญชีทั้งบริษัท
สำหรับงานใหม่ ให้แยกคำตอบเป็นสองบรรทัด งานนี้เพิ่มผลตอบแทนเท่าไรภายใต้กำลังที่มี และต้องใช้เงินก่อนเก็บเงินเท่าไร สองบรรทัดนี้อาจพาไปสู่คำตัดสินต่างกัน
เมื่อกำลังมีจำกัด ให้เพิ่มอีกบรรทัดว่างานไหนต้องเสียไป พร้อมเหตุผลที่เลือก การรับงานราคาต่ำกว่าต้นทุนเต็มอาจช่วยชดเชยต้นทุนเดิมได้ในบางช่วง แต่ถ้าใช้ราคาแบบนั้นต่อเนื่องโดยไม่ครอบคลุมทรัพยากรที่ต้องรักษาไว้ กิจการอาจอยู่ไม่ได้ในระยะยาว
ตอนที่ 5 จะขยับจากการใช้กำลังเดิมไปรับงานเพิ่ม ไปสู่การขยายทีมและเครื่องจักร เมื่อเปลี่ยนปัจจัยได้หลายอย่างพร้อมกัน เราต้องอ่านเรื่องขนาดธุรกิจต่างจากผลได้ส่วนเพิ่มในระยะสั้น
คำถามที่พบบ่อย
งานที่เหลือ contribution เป็นบวกควรรับทุกงานหรือไม่
ยังต้องตรวจต้นทุนระดับล็อตหรือโครงการ ค่าเสียโอกาส คุณภาพ ความเสี่ยง และเงินทุนหมุนเวียน หากต้องเบียดงานที่คุ้มกว่าหรือทำผิดสัญญาเดิม ตัวเลขบวกก่อนรวมผลเหล่านั้นยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
ถึงจุดคุ้มทุนแล้ว แปลว่ามีเงินสดพอจ่ายใช่ไหม
ไม่จำเป็น จุดคุ้มทุนในตัวอย่างใช้รายได้กับต้นทุนภายใต้สมมติฐาน ไม่ได้บอกวันรับจ่าย ลูกค้าอาจยังไม่จ่าย ขณะที่วัสดุ เงินเดือน หรือภาระลงทุนถึงกำหนดแล้ว ต้องทำแผนเงินสดแยก
แหล่งที่ใช้ตรวจแนวคิด
ตอนนี้นำแนวคิดเรื่องรายรับ ต้นทุนที่เกี่ยวข้อง กำไร และจุดคุ้มทุนมาใช้เปรียบเทียบทางเลือก พร้อมแยกจังหวะเงินสดออกจากผลตอบแทน อ่านเรื่องต้นทุนและกำไรเพิ่มเติมได้จาก OpenStax 7.1 และ 7.3 ด้านล่าง ตัวอย่างงานซอฟต์แวร์ งาน SI, Odoo Partner และคำสั่งซื้อของฝ่ายผลิตเป็นสถานการณ์สมมติที่ผมสร้าง ไม่ใช่อัตรากำไรหรือเงื่อนไขราคาของบริษัทจริง
อ่านความต่างของกำไรทางบัญชีและเศรษฐศาสตร์ใน OpenStax 7.1 และ ทบทวนพฤติกรรมต้นทุนใน OpenStax 7.3