Skip to Content
ภาพวาดการจัดสรรเวลาที่มีจำกัดระหว่างงานพัฒนาซอฟต์แวร์กับสายการผลิต

เศรษฐศาสตร์พื้นฐานสำหรับคนทำธุรกิจ ตอนที่ 1: คิดให้ครบก่อนรับงานและเพิ่มกำลังผลิต

ปูพื้นทางเลือก แรงจูงใจ อุปสงค์ อุปทาน และต้นทุน ก่อนใช้กับงานซอฟต์แวร์ SI และฝ่ายผลิต
17 ตุลาคม ค.ศ. 2026 โดย
Supaket

เศรษฐศาสตร์สำหรับคนทำธุรกิจ · ตอน 1 จาก 8

ลูกค้าขอเพิ่มรายงานอีกชุดในระบบ Odoo โดยบอกว่าใช้ข้อมูลเดิมอยู่แล้ว ฝ่ายผลิตก็มีคำสั่งซื้อด่วนเข้ามาและขอแทรกคิวในสัปดาห์เดียวกัน ทั้งสองเรื่องดูเหมือนโอกาสเพิ่มรายได้ แต่ต้องใช้เวลาของคนหรือเครื่องจักรที่มีงานรออยู่แล้ว

ก่อนตอบว่า “รับได้” ผมอยากชวนมองให้กว้างกว่าราคางานใหม่ ลูกค้าพร้อมซื้อจริงหรือยัง งานนี้เบียดงานไหนออกไป ต้องจ่ายอะไรเพิ่ม และเงินจะเข้าทันค่าใช้จ่ายหรือไม่ คำถามเหล่านี้เชื่อมกันผ่านเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน

บทความนี้ปูวิธีคิดสำหรับเจ้าของกิจการและหัวหน้าทีมในธุรกิจรับเหมาพัฒนาซอฟต์แวร์ ผู้วางและเชื่อมระบบ (System Integration หรือ SI), Odoo Partner และซอฟต์แวร์เฮาส์ โดยเทียบกับฝ่ายผลิตไปด้วย เริ่มจากข้อจำกัดและทางเลือก แล้วต่อไปถึงแรงจูงใจ อุปสงค์ อุปทาน ต้นทุนส่วนเพิ่ม และความต่างระหว่างผลผลิต กำไร กับเงินสด

ผมอยากให้ผู้อ่านหยิบงานที่กำลังตัดสินใจสักหนึ่งเรื่องมาอ่านประกอบ จะได้ลองใช้แต่ละแนวคิดกับคำถามเดียวกัน ตัวอย่างทั้งหมดในบทความเป็นสถานการณ์สมมติ ไม่ใช่ผลประกอบการหรือกรณีลูกค้าจริง

ทรัพยากรจำกัด จึงต้องเลือกว่าจะยอมเสียอะไร

เศรษฐศาสตร์ศึกษาการเลือกใช้ทรัพยากรที่มีจำกัด ความจำกัดไม่ได้แปลว่าบริษัทขาดเงินเสมอไป บริษัทอาจมีงบจ้างคน แต่หาผู้เชี่ยวชาญระบบเดิมไม่ทันวันส่งมอบ โรงงานอาจมีพนักงานพร้อม แต่เครื่องจักรเฉพาะทางมีเพียงเครื่องเดียว

ทุกทางเลือกมีสิ่งที่ต้องแลก (trade-off) เช่น รับงานเร่งแล้วต้องเลื่อนการพัฒนาเครื่องมือภายใน หรือผลิตล็อตใหญ่เพื่อลดจำนวนครั้งที่ตั้งเครื่อง แต่ต้องใช้เงินกับวัตถุดิบและเก็บสินค้าไว้นานขึ้น สิ่งที่ต้องแลกอาจเป็นเงิน เวลา คุณภาพ หรือความยืดหยุ่นในการรับงานถัดไป

ผมจึงเริ่มจากการหาข้อจำกัดให้ตรง ถ้าปัญหาอยู่ที่คนอนุมัติแบบ การเพิ่มโปรแกรมเมอร์อาจยังไม่ทำให้งานเดินเร็วขึ้น ถ้าเครื่องจักรรอวัตถุดิบ การเพิ่มชั่วโมงทำงานก็อาจไม่เพิ่มสินค้าที่ส่งได้

แนวคิดนี้อยู่ในระดับเศรษฐศาสตร์จุลภาค คือการตัดสินใจของผู้ซื้อ ผู้ผลิต และตลาด ส่วนเศรษฐศาสตร์มหภาคมองภาพรวม เช่น เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และการจ้างงาน ซึ่งมีผลกับธุรกิจเช่นกัน แต่ควรแยกมาคุยให้พอเห็นกลไก ไม่เหมารวมว่าตัวเลขเศรษฐกิจประเทศใช้ตอบได้ทันทีว่าควรรับโครงการใด อ่านพื้นฐานจาก OpenStax หัวข้อ 1.2

ทรัพยากร
มีจำกัด
จึงต้องเลือก
ภาพช่วยจำเรื่องทรัพยากรที่มีจำกัดและทางเลือกที่ต้องแลกกัน

ค่าเสียโอกาสคือทางเลือกที่ดีที่สุดที่เรายอมปล่อยไป

ต้นทุนค่าเสียโอกาส (opportunity cost) คือมูลค่าของทางเลือกที่ดีที่สุดที่เสียไปเมื่อเลือกอีกทางหนึ่ง เช่น เวลาของผู้เชี่ยวชาญหนึ่งวันอาจใช้แก้ปัญหาลูกค้าเดิมหรือทำแบบระบบให้โครงการใหม่ได้ หากเลือกอย่างแรก ทางเลือกที่สองอาจเป็นต้นทุนค่าเสียโอกาสของการตัดสินใจครั้งนี้

เราไม่นำมูลค่าของทุกงานที่ไม่ได้ทำมาบวกกัน เพราะเวลาชุดเดียวกันทำทุกงานพร้อมกันไม่ได้ และไม่ควรนำค่าแรงมาคิดซ้ำอีกครั้งโดยไม่มีเหตุผล ต้นทุนที่จ่ายจริงกับมูลค่าทางเลือกที่เสียไปต้องแยกให้เห็นก่อนเปรียบเทียบ

ตัวอย่างสมมติของซอฟต์แวร์เฮาส์

สมมติว่าสัปดาห์หน้าผู้เชี่ยวชาญคนเดียวกันมีเวลาที่จัดสรรให้สองงานนี้ได้ 12 ชั่วโมง หลังกันเวลางานที่รับปากไว้แล้ว ทั้งสองงานใช้ทักษะของคนนี้แทนกันได้ในกรณีสมมติ และแต่ละงานต้องใช้ครบ 12 ชั่วโมง จึงเลือกทำได้เพียงงานเดียวในสัปดาห์นั้น

งาน A คือปรับรายงานให้ลูกค้าเดิม มีรายรับเพิ่ม 30,000 บาท และค่าใช้จ่ายเงินสดที่เพิ่มเพราะรับงานนี้ 6,000 บาท จึงเหลือ 24,000 บาทก่อนหักค่าใช้จ่ายเดิมของบริษัท

งาน B คือทำต้นแบบการเชื่อมระบบ มีรายรับเพิ่ม 40,000 บาท และค่าใช้จ่ายเงินสดที่เพิ่ม 10,000 บาท จึงเหลือ 30,000 บาทบนฐานการเปรียบเทียบเดียวกัน

งาน A24,000บาท
งาน B30,000บาท
ผลต่าง6,000บาท

ถ้าเลือก A ค่าเสียโอกาสคือ 30,000 บาท

ตัวอย่างสมมติภายใต้สมมติฐานเดียวกัน ตัวเลขคือรายรับเพิ่มหักค่าใช้จ่ายเงินสดเพิ่ม ก่อนค่าใช้จ่ายเดิม ไม่ใช่กำไรสุทธิ

ตัวเลขนี้สมมติให้โอกาสรับเงิน ความเสี่ยง คุณภาพ และผลต่อความสัมพันธ์กับลูกค้าเท่ากัน รวมถึงค่าแรงประจำและค่าใช้จ่ายเดิมที่ไม่เปลี่ยนตามสองทางเลือก หากเลือก A มูลค่าของ B ที่ยอมเสียไปคือ 30,000 บาท และผลต่างจากการเลือก B คือ 6,000 บาท เราไม่ได้เสียโอกาสเท่ากับยอดขาย B ทั้ง 40,000 บาท เพราะการทำ B ก็มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเช่นกัน

จำนวน 24,000 และ 30,000 บาทนี้ยังไม่ใช่กำไรสุทธิของบริษัท เป็นเพียงเงินที่เหลือจากรายรับเพิ่มหักค่าใช้จ่ายเงินสดเพิ่มภายใต้สมมติฐานที่ระบุ ใช้ช่วยเปรียบเทียบทางเลือกเฉพาะครั้ง ไม่ใช่สูตรตั้งราคางานทุกประเภท

ในงานจริง A อาจเป็นเรื่องเร่งด่วนที่กระทบระบบหลัก หรือ B อาจมีความเสี่ยงสูงกว่า การคำนวณจึงช่วยให้เห็นราคาของการเลือก แต่ผู้ตัดสินใจยังต้องอธิบายเหตุผลส่วนที่อยู่นอกตัวเลขด้วย

ตัวอย่างสมมติของฝ่ายผลิต

สมมติว่าเครื่องจักรหนึ่งเครื่องมีเวลาให้จัดสรรเพิ่ม 8 ชั่วโมงหลังหักแผนเดิมแล้ว ผลิตสินค้า A ได้ 10 ชิ้นต่อชั่วโมง หรือสินค้า B ได้ 5 ชิ้นต่อชั่วโมง และสมมติว่าอัตรานี้คงที่ ไม่มีเวลาเปลี่ยนงานเพิ่ม วัตถุดิบกับกำลังคนพร้อม และทุกชิ้นผ่านคุณภาพ

ถ้าเลือก A ทั้ง 8 ชั่วโมง จะได้ 80 ชิ้น แต่เสียโอกาสผลิต B จำนวน 40 ชิ้น ส่วนการผลิต A เพิ่มหนึ่งชิ้นจึงมีค่าเสียโอกาสเท่ากับ B ครึ่งชิ้นในตัวอย่างนี้

ชิ้นงานเป็นคนละชนิด การได้จำนวนมากกว่าจึงยังบอกไม่ได้ว่าควรเลือก A ต้องดูคำสั่งซื้อ กำหนดส่ง รายรับ ค่าใช้จ่ายเพิ่ม และเงื่อนไขของแต่ละทางเลือกต่อ หากมีเวลาเปลี่ยนแม่พิมพ์หรืออัตราของเสียต่างกัน ก็ต้องคำนวณใหม่ตามข้อเท็จจริงนั้น

โรงงานกับทีมซอฟต์แวร์ใช้วิธีตั้งคำถามคล้ายกันได้ แต่หน่วยวัดและเงื่อนไขต่างกัน เวลาของนักพัฒนาต่างคนไม่จำเป็นต้องทดแทนกันได้ และชั่วโมงทำงานเพิ่มไม่ได้แปลว่าจะได้งานที่ผ่านการทดสอบเพิ่มตามสัดส่วน

ผู้เชี่ยวชาญกับเครื่องจักรต้องเลือกระหว่างงานสองทางที่ใช้เวลาเดียวกัน
เมื่อทำทุกงานพร้อมกันไม่ได้ การเลือกหนึ่งงานจึงมีค่าเสียโอกาส

แรงจูงใจเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในระบบ

แรงจูงใจ (incentive) คือประโยชน์หรือผลเสียที่ทำให้ทางเลือกหนึ่งน่าทำมากขึ้นหรือน้อยลง อาจเป็นค่าตอบแทน กำหนดส่ง ภาระงาน หรือโอกาสได้รับงานในอนาคต เราใช้แนวคิดนี้ตั้งคำถามกับกติกาของธุรกิจได้ว่า คนที่อยู่ใต้กติกานี้มีเหตุผลจะเลือกทำอะไร

สมมติว่าให้ค่าตอบแทนฝ่ายขายตามยอดเซ็นสัญญาอย่างเดียว ทีมอาจมีแรงจูงใจให้ปิดงานก่อนทำขอบเขตให้ชัด หรือถ้าวัดทีมพัฒนาด้วยจำนวนรายการงาน (ticket) ที่ปิด ทีมอาจเลือกงานชิ้นเล็กที่ปิดง่าย นี่เป็นความเสี่ยงที่ต้องตรวจจากพฤติกรรมจริง ไม่ใช่ข้อกล่าวหาว่าพนักงานจะทำเช่นนั้นทุกคน

ฝ่ายผลิตก็คล้ายกัน หากให้รางวัลตามจำนวนชิ้นโดยไม่ตรวจของเสีย งานแก้ไข หรือความปลอดภัย การเร่งปริมาณอาจผลักภาระไปยังขั้นตอนถัดไปได้

ก่อนเพิ่มเป้าหมาย ผมจะดูว่าคนทำงานควบคุมสิ่งที่วัดได้แค่ไหน และมีเงื่อนไขคุณภาพคอยกำกับหรือยัง เช่น งานที่รับมอบจริง ขอบเขตที่ตรวจแล้ว และชิ้นงานที่ผ่านคุณภาพ กติกาที่ดีต้องตรวจผลที่เกิดขึ้นต่อด้วย ตัวชี้วัดเพียงตัวเดียวไม่ได้อธิบายงานทั้งระบบ

ทีมซอฟต์แวร์และฝ่ายผลิตเปรียบเทียบงานที่เสร็จเร็วกับงานที่ต้องตรวจคุณภาพและแก้ไข
ตัวชี้วัดปริมาณควรอ่านคู่กับคุณภาพ งานแก้ไข และความปลอดภัย

อุปสงค์ อุปทาน และราคาต้องมองร่วมกัน

อุปสงค์ (demand) คือความสัมพันธ์ระหว่างราคากับปริมาณที่ผู้ซื้อเต็มใจและสามารถซื้อได้ในช่วงเวลาที่พิจารณา คนที่สนใจระบบแต่ยังไม่มีงบหรืออำนาจอนุมัติจึงยังไม่ใช่ยอดขายที่พร้อมเกิดขึ้น จำนวนคนสอบถามราคาใช้เป็นข้อมูลตั้งต้นได้ แต่แทนปริมาณที่ซื้อจริงไม่ได้

เมื่อราคาสินค้าหรือบริการนั้นเปลี่ยน โดยปัจจัยอื่นคงเดิม เรากำลังดูการเปลี่ยน “ปริมาณที่ต้องการซื้อ” ตามเส้นอุปสงค์เดิม ส่วนการเปลี่ยนงบประมาณ ความต้องการ หรือราคาของทางเลือกอื่น อาจทำให้อุปสงค์ทั้งเส้นเปลี่ยน การแยกสองเรื่องนี้ช่วยไม่ให้รีบสรุปว่ายอดขายลดเพราะราคาของเราเพียงอย่างเดียว

อุปทาน (supply) มองฝั่งผู้ขายว่าเต็มใจและสามารถเสนอขายเท่าไรในแต่ละราคา กำลังการผลิตเป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่ง แต่ไม่ใช่อุปทานทั้งหมด โรงงานอาจมีเครื่องจักรว่างแต่ไม่รับราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนที่เกี่ยวข้อง ส่วนทีม SI อาจมีคนว่างแต่ขาดทักษะที่โครงการนั้นต้องใช้

ในแบบจำลองตลาดพื้นฐาน ดุลยภาพคือราคาและปริมาณที่ความต้องการซื้อกับความต้องการขายสอดคล้องกันภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด การอยู่ที่ดุลยภาพไม่ได้พิสูจน์ว่าราคานั้นยุติธรรม หรือทุกกิจการจะได้กำไร

งานรับเหมาซอฟต์แวร์ยิ่งต้องระวัง ข้อเสนอแต่ละรายอาจต่างกันเรื่องขอบเขต การย้ายข้อมูล คุณภาพ และบริการหลังส่งมอบ จะเอาราคาจากใบเสนอราคาหลายใบมาเฉลี่ยแล้วเรียกว่า “ราคาดุลยภาพ” ทันทีไม่ได้ ฝ่ายผลิตก็ต้องเทียบเกรดวัสดุ ความคลาดเคลื่อน และเงื่อนไขส่งมอบก่อนเทียบราคา

คำถามที่นำไปใช้ได้คือ ลูกค้ากำลังเปรียบเทียบทางเลือกอะไร มีงบและความพร้อมซื้อแค่ไหน และราคาที่เสนอครอบคลุมสิ่งเดียวกันหรือไม่ ดูนิยามอุปสงค์ อุปทาน และดุลยภาพ และ การเปลี่ยนปัจจัยอื่นที่ทำให้เส้นเปลี่ยน

ภาพเปรียบเทียบผู้สนใจสอบถามกับผู้ซื้อที่เตรียมงบและเงื่อนไข พร้อมข้อจำกัดกำลังส่งมอบ
ความพร้อมซื้อต้องพิจารณางบ ผู้อนุมัติ และเงื่อนไขของงาน

งานเพิ่มหนึ่งชิ้น ต้องดูประโยชน์และต้นทุนที่เพิ่มตาม

การวิเคราะห์ส่วนเพิ่ม (marginal analysis) ถามว่า ถ้าเพิ่มหรือลดกิจกรรมอีกเล็กน้อย ผลประโยชน์และต้นทุนจะเปลี่ยนเท่าไร สำหรับงานที่แบ่งย่อยไม่ได้ เราประยุกต์โดยเทียบผลของทางเลือกทั้งงานหรือทั้งล็อต ไม่ฝืนคิดว่าทุกโครงการเป็นหน่วยเหมือนกัน

งานรายงาน Odoo ที่ใช้ข้อมูลเดิมอาจยังต้องวิเคราะห์ ทดสอบสิทธิ์เข้าถึง ส่งมอบ และดูแลต่อ ค่าใช้จ่ายเพิ่มจึงไม่ได้มีแค่เวลาเขียนรายงาน ส่วนคำสั่งซื้อพิเศษของโรงงานอาจเพิ่มค่าวัสดุ ค่าตั้งเครื่อง การตรวจคุณภาพ และค่าจัดส่งเร่งด่วน

ต้นทุนเฉลี่ยช่วยดูภาพรวม แต่ใช้แทนต้นทุนเพิ่มของการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้ สมมติว่าโรงงานมีกำลังว่าง ต้นทุนเพิ่มของล็อตพิเศษอาจต่างจากต้นทุนเฉลี่ยเดิมมาก หากกำลังเต็มแล้ว ต้นทุนค่าเสียโอกาสของงานที่ต้องเบียดออกก็กลับมามีน้ำหนัก

การรับงานที่มีรายรับเพิ่มมากกว่าค่าใช้จ่ายเงินสดเพิ่มจึงยังไม่พอ ต้องคิดภาระคุณภาพ ความเสี่ยง และค่าเสียโอกาสที่ยังไม่รวมด้วย โดยไม่บวกต้นทุนเรื่องเดียวกันซ้ำ และต้องดูผลต่อกิจการในระยะที่ยาวขึ้น ค่าใช้จ่ายเดิมที่ไม่เปลี่ยนเพราะงานครั้งนี้ยังต้องมีรายได้รองรับในภาพรวม

ผมจะใช้มุมส่วนเพิ่มช่วยตอบ “รับงานนี้เพิ่มดีไหม” แล้วใช้ต้นทุนรวมกับแผนตลาดช่วยตอบอีกคำถามว่า “รูปแบบธุรกิจนี้อยู่ได้หรือไม่” สองคำถามนี้ใช้ข้อมูลเชื่อมกัน แต่คนละขอบเขต พื้นฐานการวิเคราะห์ส่วนเพิ่มใน OpenStax 2.1 และ ต้นทุนเฉลี่ยกับต้นทุนส่วนเพิ่มในหัวข้อ 7.3

งานใหม่ของทีมซอฟต์แวร์มีขั้นตอนทดสอบและส่งมอบ ขณะที่ล็อตผลิตเพิ่มมีงานตั้งเครื่องและตรวจคุณภาพ
งานเพิ่มอาจมีภาระทดสอบ ตั้งเครื่อง ตรวจคุณภาพ และส่งมอบตามมา จึงต้องดูต้นทุนที่เปลี่ยนเพราะงานนั้น

เงินที่เสียไปแล้วกับเงินที่ยังเลือกหลีกเลี่ยงได้ต่างกัน

ต้นทุนจม (sunk cost) คือต้นทุนที่เกิดไปแล้วและเรียกคืนไม่ได้ การตัดสินใจว่าจะทำต่อจึงควรมองผลประโยชน์กับต้นทุนตั้งแต่ตอนนี้ แทนการทำต่อเพียงเพราะเสียดายเงินเดิม OpenStax 2.1 อธิบายต้นทุนจมไว้ในหัวข้อ Sunk Costs

สมมติว่าทีมใช้เวลาพัฒนาโมดูลภายในไปแล้ว แต่ตอนนี้มีทางเลือกที่ตอบความต้องการได้ดีกว่า เวลาที่เรียกคืนไม่ได้เป็นอดีต ส่วนต้นทุนย้ายข้อมูล ค่าปรับเลิกสัญญา และภาระดูแลที่จะเกิดจากการเลือกแต่ละทางยังต้องนำมาเทียบ

ฝ่ายผลิตอาจซื้อแม่พิมพ์มาแล้ว การตัดสินใจผลิตเพิ่มต้องดูคำสั่งซื้อและต้นทุนข้างหน้า แต่ถ้าขายแม่พิมพ์ต่อได้ มูลค่าขายต่อก็เป็นทางเลือกที่ยังมีอยู่ จึงไม่ใช่ต้นทุนจมทั้งหมด

ต้นทุนคงที่กับต้นทุนจมจึงไม่ใช่คำเดียวกัน ค่าเช่าหรือค่าบริการรายเดือนอาจคงที่ในช่วงหนึ่ง แต่การยกเลิกได้เมื่อไร คืนเงินได้หรือไม่ และมีข้อผูกพันอะไร เป็นเรื่องที่ต้องตรวจจริง หลักต้นทุนจมไม่ได้อนุญาตให้ทิ้งสัญญาหรือภาระต่อลูกค้า

เปรียบเทียบงานและเงินที่เรียกคืนไม่ได้กับทางเลือกลงทุนหรือย้ายระบบที่ยังตัดสินใจได้
แยกต้นทุนที่เรียกคืนไม่ได้ออกจากต้นทุนและข้อผูกพันที่ยังเปลี่ยนตามทางเลือก

ระยะสั้นกับระยะยาวขึ้นกับสิ่งที่ปรับได้

ทฤษฎีการผลิตมองกระบวนการเปลี่ยนปัจจัยนำเข้าเป็นสินค้าหรือบริการ ฝ่ายผลิตใช้แรงงาน เครื่องจักร วัตถุดิบ และวิธีทำงาน ส่วนธุรกิจซอฟต์แวร์ใช้ทักษะ เวลา เครื่องมือ โครงสร้างพื้นฐาน และข้อมูลจากลูกค้าด้วย

ระยะสั้นคือช่วงที่ยังมีปัจจัยการผลิตอย่างน้อยหนึ่งอย่างปรับไม่ได้ ส่วนระยะยาวเปิดให้ปรับปัจจัยทั้งหมดได้ จึงไม่ได้แบ่งตายตัวว่าไม่เกินกี่เดือนหรือกี่ปี อ่านแนวคิดนี้เพิ่มเติมได้ใน OpenStax 7.2

ทีม SI อาจเพิ่มผู้รับเหมาช่วงได้ แต่ยังเพิ่มผู้ตรวจแบบที่เข้าใจระบบเดิมไม่ทันกำหนดส่ง โรงงานอาจเพิ่มพนักงานในกะได้ แต่ยังเพิ่มเครื่องจักรไม่ทัน ข้อจำกัดที่คงอยู่ทำให้การเพิ่มคนอาจเพิ่มงานได้น้อยกว่าที่คาด

ถ้าเปลี่ยนกรอบเวลาให้ยาวพอ ทางเลือกอาจรวมถึงฝึกคนใหม่ เปลี่ยนกระบวนการ ซื้อเครื่องจักร หรือออกแบบระบบใหม่ การตัดสินใจแก้งานสัปดาห์นี้กับการลงทุนเพื่อปีถัดไปจึงควรเขียนแยกกัน

เปรียบเทียบการจัดคนทำงานกับเครื่องจักรเดิมในระยะสั้น และการฝึกคนหรือเพิ่มเครื่องจักรเมื่อมีเวลาปรับปัจจัยการผลิต
ระยะสั้นยังมีปัจจัยที่ปรับไม่ได้ ส่วนระยะยาวเปิดให้ปรับปัจจัยการผลิตทั้งหมด ไม่ได้แบ่งด้วยจำนวนเดือนตายตัว

ผลิตภาพ รายได้ กำไร และเงินสดตอบคนละคำถาม

ผลิตภาพ (productivity) เปรียบเทียบผลผลิตกับปัจจัยที่ใช้ จึงต้องบอกหน่วยและคุณภาพก่อน ฝ่ายผลิตอาจดูชิ้นงานผ่านคุณภาพต่อชั่วโมงเครื่องจักร พร้อมดูของเสีย ส่วนทีมซอฟต์แวร์อาจติดตามงานที่ผู้ใช้รับมอบ ระยะเวลาส่งมอบ และปัญหาหลังใช้งาน โดยไม่ถือว่าทุกงานยากเท่ากัน

จำนวนบรรทัดโค้ด จำนวนรายการงานที่ปิด หรือชั่วโมงที่บันทึกได้ให้ข้อมูลบางด้าน แต่แทนคุณค่าที่ลูกค้าได้รับทั้งหมดไม่ได้ สำหรับ Odoo Partner การใช้ความสามารถมาตรฐานแทนพัฒนาเพิ่มอาจตรงกับความต้องการของลูกค้าโดยใช้โค้ดน้อยลง ต้องเทียบความต้องการ ความเสี่ยง และภาระดูแลจริงด้วย

รายได้บอกมูลค่าที่กิจการรับรู้จากการขายตามหลักการที่ใช้ กำไรพิจารณารายได้หักค่าใช้จ่าย ส่วนเงินสดบอกเงินรับจ่ายที่เกิดขึ้นจริง งานที่รับรู้รายได้หรือกำไรแล้วอาจยังไม่ได้รับชำระ และเงินมัดจำที่เข้ามาก็ไม่ใช่กำไรทั้งหมดทันที

ในทางเศรษฐศาสตร์ เรายังพิจารณาต้นทุนค่าเสียโอกาสที่ไม่อยู่ในต้นทุนทางบัญชีด้วย เช่น เวลาของเจ้าของที่ใช้ได้กับทางเลือกอื่น ต้องระวังไม่คิดรายการเดิมซ้ำ อ่านความต่างของต้นทุนและกำไรทางบัญชีกับเศรษฐศาสตร์ใน OpenStax 7.1

โครงการซอฟต์แวร์จึงต้องดูงวดรับมอบกับงวดเก็บเงินควบคู่กัน โรงงานต้องดูด้วยว่าต้องจ่ายวัตถุดิบเมื่อไร สินค้าขายได้จริงแค่ไหน และลูกค้าจ่ายวันใด การทำงานได้เร็วขึ้นมีประโยชน์ แต่ไม่ได้ทำให้กำไรหรือเงินสดเพิ่มโดยอัตโนมัติ

ภาพแยกงานที่ส่งมอบ ใบแจ้งหนี้ และเงินที่รับจริงในเวลาต่างกัน
งานที่ส่งได้ รายได้ กำไร และเงินสดต้องพิจารณาแยกกัน

ใช้แผ่นตัดสินใจหนึ่งหน้า ก่อนรับงานหรือเพิ่มกำลังผลิต

ผมอยากให้กรอบพื้นฐานเหล่านี้จบลงที่การประชุมที่ตัดสินใจได้ชัดขึ้น ลองใช้ตารางนี้กับงานจริงหนึ่งเรื่อง โดยบันทึกแหล่งข้อมูลและคนที่ต้องยืนยันตัวเลขไว้ด้วย

ใช้แผ่นตัดสินใจหนึ่งหน้ากับทีมซอฟต์แวร์และฝ่ายผลิต
คำถามก่อนตัดสินใจทีมซอฟต์แวร์ / SI / Odooฝ่ายผลิต
ใครต้องการซื้อ และเงื่อนไขใดต้องยืนยันงบ ผู้อนุมัติ ขอบเขต และเกณฑ์รับมอบคำสั่งซื้อ สเปก จำนวน และกำหนดส่ง
ทรัพยากรใดจำกัด และต้องปล่อยทางเลือกไหนผู้เชี่ยวชาญ เวลาทดสอบ และงานเดิมที่เบียดออกชั่วโมงเครื่องจักร วัสดุ และล็อตเดิมที่เลื่อน
ประโยชน์และต้นทุนใดเปลี่ยนเพราะทางเลือกนี้รายได้เพิ่ม งานทดสอบ ค่าบริการ และภาระดูแลรายได้เพิ่ม วัสดุ ตั้งเครื่อง ของเสีย และส่งของ
อะไรจ่ายไปแล้ว และอะไรยังหลีกเลี่ยงได้งานพัฒนาเดิม เทียบค่าย้ายระบบและข้อผูกพันค่าแม่พิมพ์เดิม เทียบราคาขายต่อและค่ายกเลิก
กติกาอาจชวนให้คนเร่งสิ่งใดเกินพอดียอดเซ็นสัญญา จำนวนงานปิด และคุณภาพงานที่รับมอบจำนวนชิ้น ของเสีย งานแก้ไข และความปลอดภัย
เงินเข้าออกเมื่อไร และถ้าคาดผิดจะทำอย่างไรงวดเก็บเงิน เงินสำรอง และจุดทบทวนขอบเขตจ่ายวัสดุ เก็บสินค้า เครดิตลูกค้า และแผนสำรอง

ตัวเลขในตารางควรแยกระหว่างสิ่งที่รู้กับสิ่งที่ประมาณ อย่าตีค่าประโยชน์ที่ยังไม่แน่ใจให้เท่ากับรายได้ที่รับประกันแล้ว ลองคำนวณกรณีที่งานใช้เวลามากขึ้น ลูกค้าจ่ายช้าลง หรือของเสียเพิ่มขึ้น แล้วดูว่าคำตัดสินเปลี่ยนตรงไหน

แบบจำลองช่วยแยกเหตุผล แต่ไม่ได้รู้ข้อมูลแทนเรา หากข้อสรุปไวต่อสมมติฐานข้อใด ควรหาข้อมูลข้อนั้นเพิ่มหรือกำหนดจุดทบทวน แทนการทำตัวเลขให้ละเอียดขึ้นทั้งที่ฐานยังไม่ชัด

ตอนถัดไปจะขยายทฤษฎีการผลิตและผลได้ส่วนเพิ่ม ทำไมเพิ่มคนหรือเพิ่มชั่วโมงแล้วงานอาจไม่เพิ่มตามสัดส่วน ส่วนอุปสงค์ ความยืดหยุ่น การตั้งราคา และภาพเศรษฐกิจมหภาคจะค่อยแยกเป็นตอน เพื่อให้มีพื้นที่ดูตัวอย่างและข้อจำกัดของแต่ละเรื่อง

คำถามที่พบบ่อย

เศรษฐศาสตร์พื้นฐานช่วยธุรกิจซอฟต์แวร์และฝ่ายผลิตอย่างไร

ช่วยแยกว่าธุรกิจกำลังเลือกอะไร มีข้อจำกัดตรงไหน ประโยชน์และต้นทุนใดเปลี่ยนตามทางเลือก และต้องเสียโอกาสอะไรไป ใช้ประกอบการรับงาน ตั้งราคา จัดกำลัง และลงทุนได้ โดยต้องปรับหน่วยวัดกับเงื่อนไขให้ตรงงาน ไม่ใช้จำนวนชั่วโมงหรือจำนวนชิ้นตัดสินเพียงอย่างเดียว

มีคนสนใจมาก แปลว่ามีอุปสงค์พร้อมซื้อแล้วหรือไม่

ยังสรุปไม่ได้ อุปสงค์ต้องมีทั้งความเต็มใจและความสามารถซื้อภายใต้ราคาและช่วงเวลาที่พิจารณา ควรตรวจงบ อำนาจอนุมัติ ความจำเป็น และทางเลือกที่ลูกค้ามี ก่อนนำความสนใจไปคาดเป็นยอดขาย

ควรรับทุกงานที่รายได้เพิ่มมากกว่าค่าใช้จ่ายเพิ่มหรือไม่

ยังต้องดูว่าต้นทุนที่เกี่ยวข้องครบหรือยัง รวมถึงค่าเสียโอกาส คุณภาพ ความเสี่ยง ข้อผูกพัน และจังหวะเงินสด งานอาจดูคุ้มบนตัวเลขเงินสดระยะสั้น แต่เบียดงานที่คุ้มกว่าหรือทำให้ผิดนัดลูกค้าเดิมได้

ที่มาของแนวคิด

ตอนนี้อธิบายแนวคิดเรื่องทรัพยากรที่มีจำกัด ค่าเสียโอกาส แรงจูงใจ อุปสงค์ อุปทาน การวิเคราะห์ส่วนเพิ่ม และต้นทุน เพื่อใช้ตั้งคำถามก่อนตัดสินใจรับงานหรือเพิ่มกำลังผลิต ขอบเขตนี้ยังไม่ครอบคลุมเศรษฐศาสตร์พื้นฐานทั้งหมด

นิยามและกรอบพื้นฐานในตอนนี้อ่านเพิ่มเติมได้จาก OpenStax, Principles of Economics 3e ตามลิงก์ในแต่ละหัวข้อ ส่วนสถานการณ์ธุรกิจ ตัวอย่างกติกาทีม และแผ่นตัดสินใจเป็นการประยุกต์ผ่านกรณีสมมติที่ผมสร้างเพื่อชวนตรวจงานจริง ไม่ใช่ผลทดลองที่ยืนยันว่าทุกองค์กรจะได้ผลเหมือนกัน

แชร์บทความ

FacebookX
จุดธุรการขนาดเล็กพร้อมถาดเอกสาร แท็บเล็ต และพื้นที่ประชุมด้านหลัง
เมื่อทีม WFH 100% ออฟฟิศยังต้องมีไว้ทำอะไร?
พื้นที่ธุรการ เอกสารต้นฉบับ และวันนัดพบ เมื่อทีมไม่ได้เข้าออฟฟิศทุกวัน