ข้ามไปยังเนื้อหา
ภาพปกตอนที่ 8 การไล่จากกำไรและยอดค้างไปถึงเงินสดและสิ่งที่ทีมต้องทำ

ตอนที่ 8 อ่านงบทั้งชุดแล้วตัดสินใจอย่างไร กรณีศึกษาที่กำไรโตแต่เงินตึง

ไล่จากกำไรถึงเงินสด แล้วเปลี่ยนข้อสังเกตจากอัตราส่วนให้เป็นงานที่มีหลักฐานและผู้รับผิดชอบ
25 ตุลาคม ค.ศ. 2026 โดย

ยอดขายเพิ่ม 25% กำไรสุทธิเพิ่มจาก 10.4 เป็น 12.4 ล้านบาท และเงินสดปลายปีเพิ่มจาก 4 เป็น 6 ล้านบาท ฟังดูเหมือนบริษัทกำลังคล่องตัวขึ้น แต่เงินสดจากการดำเนินงานกลับลดจาก 12.4 เหลือ 11.4 ล้านบาท

ความต่างนี้เป็นจุดเริ่มของการประชุมงบที่มีประโยชน์ เราต้องหาให้ได้ว่ากำไรแปลงเป็นเงินช้าลงตรงไหน บริษัทใช้เงินลงทุนอะไร และเงินสดที่เพิ่มมาจากแหล่งใด ก่อนเลือกว่าจะเร่งเก็บเงิน ลดสต็อก เปลี่ยนเงื่อนไขงาน หรือจัดหาเงินเพิ่ม

ตอนสุดท้ายใช้บริษัทสมมติเดิมที่ขายอุปกรณ์ รับติดตั้งระบบ และให้บริการดูแลต่อเนื่อง หน่วยล้านบาท ปีที่ 1 (Y1) และปีที่ 2 (Y2) เป็นงวดละ 12 เดือน คำว่า "เงินตึง" ในกรณีนี้หมายถึงเงินจากงานและเงินที่เหลือหลังลงทุนลดลง ไม่ใช่ข้อยืนยันว่าบริษัทผิดนัดชำระหนี้ เพราะเรายังไม่มีตารางรับจ่ายรายวันและวันครบกำหนดครบชุด

อ่านสิ่งที่เกิดขึ้นให้แยกจากคำอธิบาย

ภาพรวมบริษัทสมมติ Y1 กับ Y2 ผลที่เห็นเป็นข้อสังเกตจากงบ ยังต้องหาหลักฐานอธิบายสาเหตุ
รายการY1Y2คำถามที่ตามมา
รายได้100.0125.0โตจากงานและลูกค้ากลุ่มใด
อัตรากำไรขั้นต้น40.0%38.4%ราคา ต้นทุน และสัดส่วนงานเปลี่ยนอย่างไร
กำไรสุทธิ10.412.4กำไรที่เพิ่มเปลี่ยนเป็นเงินสดเมื่อไร
CFO12.411.4ยอดดำเนินงานใดใช้เงินเพิ่ม
เงินสดปลายปี4.06.0เงินเพิ่มจากงาน การกู้ หรือการจ่ายปันผลที่ลดลง
ROE ของผู้ถือหุ้นสามัญ40.78%41.33%กำไรและฐานส่วนของผู้ถือหุ้นช่วยกันอย่างไร
RNOA ตามฐานหลัก30.38%30.64%กำไร NOPAT กับการหมุนเวียน NOA เปลี่ยนอย่างไร

การเห็นลูกหนี้เพิ่มยังไม่พอจะสรุปว่าทีมเก็บเงินทำงานช้า บริษัทอาจมีรายได้ช่วงปลายปีมากขึ้นหรือเปลี่ยนเงื่อนไขเครดิต ส่วนสินทรัพย์ตามสัญญาที่เพิ่มอาจเกิดจากจังหวะส่งมอบตามแผนหรือรอเงื่อนไขตรวจรับ ทั้งสองเรื่องต้องเปิดข้อมูลประกอบก่อนระบุผู้รับผิดชอบแก้ไข

สิ่งที่เรารู้แน่จากยอดงบคือ ลูกหนี้เพิ่มจาก 16 เป็น 22 ล้านบาท สต็อกจาก 10 เป็น 13 ล้านบาท และสินทรัพย์ตามสัญญาจาก 6 เป็น 9 ล้านบาท รายการเหล่านี้ใช้เงินในงวด แต่สาเหตุและวันที่จะเปลี่ยนกลับเป็นเงินยังต้องตรวจต่อ

กระทบยอดจากกำไรสุทธิถึงเงินสดจากการดำเนินงาน

กำไรสุทธิไม่ได้แสดงเงินเข้าออกทุกครั้งในวันที่เงินเคลื่อน เราจึงเริ่มจากกำไร บวกค่าเสื่อมราคาที่ไม่ได้จ่ายเป็นเงินสดในงวด แล้วปรับการเปลี่ยนแปลงของสินทรัพย์และหนี้สินดำเนินงาน

สะพานจากกำไรสุทธิถึง CFO ของบริษัทสมมติ หน่วยล้านบาท เครื่องหมายแสดงผลต่อเงินสด ในกรณีนี้จ่ายดอกเบี้ยและภาษีใน CFO แล้ว
รายการY1Y2
กำไรสุทธิ10.412.4
บวกค่าเสื่อมราคา+5.0+6.0
ลูกหนี้การค้าเพิ่ม−4.0−6.0
สินค้าคงเหลือเพิ่ม−2.0−3.0
สินทรัพย์ตามสัญญาเพิ่ม−2.0−3.0
ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้าเปลี่ยน0.00.0
เจ้าหนี้การค้าเพิ่ม+2.0+2.0
ค่าใช้จ่ายดำเนินงานค้างจ่ายเพิ่ม+1.0+1.0
เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้าเพิ่ม+2.0+2.0
CFO12.411.4

Y2 มีกำไรบวกค่าเสื่อม 18.4 ล้านบาท แต่สินทรัพย์ดำเนินงานหมุนเวียนที่เพิ่มใช้เงิน 12 ล้านบาท ขณะที่เจ้าหนี้ ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย และเงินรับล่วงหน้าเพิ่มรวม 5 ล้านบาท จึงใช้เงินทุนหมุนเวียนสุทธิ 7 ล้านบาท เหลือ CFO 11.4 ล้านบาท

กำไรสุทธิ Y212.4 ล้านบาท
บวกค่าเสื่อม+6.0 ล้านบาท
หักเงินทุนหมุนเวียนใช้เพิ่มสุทธิ−7.0 ล้านบาท
CFO11.4 ล้านบาท
จากกำไรถึงเงินสดในแบบจำลองเดิม ไม่บวกกลับดอกเบี้ยหรือภาษีซ้ำ และไม่มีรายการภาษีหรือดอกเบี้ยค้างจ่ายในกรณีสมมติ

CFO ต่อกำไรสุทธิจึงลดจาก 1.19 เหลือ 0.92 เท่า ตัวเลขนี้ชวนให้ตรวจจังหวะเงินสด แต่ไม่ใช่คำตัดสินคุณภาพกำไรด้วยตัวมันเอง การลงทุนรองรับยอดขายที่เติบโตก็อาจใช้เงินทุนหมุนเวียนได้ ต้องดูว่าการใช้เงินสอดคล้องกับงานและเก็บคืนได้ตามแผนหรือไม่

ไล่กำไรไปถึง CFO ด้วยเครื่องหมายผลต่อเงินสด

จากกำไรสุทธิ ปรับด้วยรายการที่ไม่ใช่เงินสดและยอดดำเนินงาน หน่วยล้านบาท

สเกลแยกกรอบ: −15 ถึง +15 ล้านบาท

เครื่องหมายบวกเพิ่ม CFO เครื่องหมายลบลด CFO ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้าไม่เปลี่ยนจึงมีผลปรับเป็นศูนย์

เริ่มจากกำไรสุทธิ

ปีที่ 1+10.4 ล้านบาท
ปีที่ 2+12.4 ล้านบาท

บวกค่าเสื่อมราคา

ปีที่ 1+5.0 ล้านบาท
ปีที่ 2+6.0 ล้านบาท

หักลูกหนี้การค้าที่เพิ่ม

ปีที่ 1−4.0 ล้านบาท
ปีที่ 2−6.0 ล้านบาท

หักสินค้าคงเหลือที่เพิ่ม

ปีที่ 1−2.0 ล้านบาท
ปีที่ 2−3.0 ล้านบาท

หักสินทรัพย์ตามสัญญาที่เพิ่ม

ปีที่ 1−2.0 ล้านบาท
ปีที่ 2−3.0 ล้านบาท

บวกเจ้าหนี้อุปกรณ์ที่เพิ่ม

ปีที่ 1+2.0 ล้านบาท
ปีที่ 2+2.0 ล้านบาท

บวกค่าใช้จ่ายค้างจ่ายที่เพิ่ม

ปีที่ 1+1.0 ล้านบาท
ปีที่ 2+1.0 ล้านบาท

บวกเงินรับล่วงหน้าที่เพิ่ม

ปีที่ 1+2.0 ล้านบาท
ปีที่ 2+2.0 ล้านบาท

ผลลัพธ์จากการกระทบยอด ไม่บวกซ้ำ

สเกลแยกกรอบ: −15 ถึง +15 ล้านบาท

CFO

ปีที่ 1+12.4 ล้านบาท
ปีที่ 2+11.4 ล้านบาท
บริษัทสมมติ งวดละ 12 เดือน เริ่มจากกำไรสุทธิบวกค่าเสื่อมราคา แล้วปรับด้วยผลของยอดดำเนินงานที่เปลี่ยน CFO 12.4/11.4 ล้านบาทเป็นผลลัพธ์แยกต่างหาก ดอกเบี้ยและภาษีรวมอยู่ใน CFO แล้วตามนโยบายของกรณี

แยกลูกหนี้ที่เรียกเก็บได้ออกจากงานที่ยังติดเงื่อนไข

Y2 รับรู้รายได้ 125 ล้านบาท แต่สินทรัพย์ตามสัญญาเพิ่ม 3 ล้านบาท แบบจำลองนี้จึงมียอดออกใบแจ้งหนี้ขายเชื่อ 122 ล้านบาท เมื่อหักลูกหนี้การค้าที่เพิ่ม 6 ล้านบาท และบวกเงินรับล่วงหน้าสำหรับงานในอนาคตที่เพิ่ม 2 ล้านบาท จะได้เงินรับจากลูกค้ารวม 118 ล้านบาท

รายได้ที่รับรู้ 125 ล้านบาทหักสินทรัพย์ตามสัญญาเพิ่ม 3 ล้านบาทยอดออกใบแจ้งหนี้ขายเชื่อ 122 ล้านบาท
หักลูกหนี้เพิ่ม 6 ล้านบาทบวกเงินรับล่วงหน้าเพิ่ม 2 ล้านบาทเงินรับจากลูกค้า 118 ล้านบาท
ตัวอย่างการกระทบยอด Y2 แยกรายได้ การออกใบแจ้งหนี้ และเงินรับในแบบจำลองที่ไม่มีหนี้สูญ คืนสินค้า หรือรายการปรับอื่น

ยอด 125, 122 และ 118 ล้านบาทจึงตอบคนละคำถาม รายได้ที่รับรู้ ยอดที่ออกใบแจ้งหนี้ และเงินที่รับจริงต้องไล่กระทบกันได้ตามเงื่อนไขของแต่ละงาน ตัวอย่างนี้ไม่มีหนี้สูญ คืนสินค้า หรือรายการอื่นมาคั่น

DSO รวมบริษัทเมื่อใช้ยอดออกใบแจ้งหนี้ขายเชื่อเป็นฐานเพิ่มจาก 52.14 เป็น 56.84 วัน คำนวณด้วยลูกหนี้เฉลี่ยและ 365 วัน ส่วนสินทรัพย์ตามสัญญาเฉลี่ยเทียบรายได้คิดเป็น 18.25 กับ 21.90 วันตามลำดับ เราแสดงส่วนหลังแยกไว้เพื่อดูงานที่ยังไม่เป็นลูกหนี้ ไม่บวกสองตัวเป็นวงจรมาตรฐานเดียวกัน เพราะใช้ฐานรายได้ต่างกันและต้องตรวจเส้นทางของงานก่อน

ทีมบัญชีควรแยกลูกหนี้ตามเอกสารสิทธิเรียกเก็บ รวมถึงใบแจ้งหนี้ วันครบกำหนด และข้อโต้แย้ง ส่วนผู้จัดการโครงการควรแยกงานที่รอตรวจรับ รอเอกสาร หรือยังไม่ถึงงวดเรียกเก็บตามสัญญา ถ้ารวมยอดทั้งหมดไว้ในคำว่า "รอเก็บเงิน" เราจะส่งงานให้คนผิดกลุ่ม

ภาพประกอบลำดับงานจากการส่งมอบ ผ่านเงื่อนไขตรวจรับและวางบิล จนถึงการรับเงิน
แยกสถานะของงานให้รู้ว่าจุดต่อไปต้องมีเงื่อนไขอะไร ภาพเป็นแนวคิดประกอบ ส่วนวันและจำนวนเงินต้องอิงสัญญากับรายการบัญชีจริง

ใช้ CCC เฉพาะส่วนที่ข้อมูลจับคู่กัน

บริษัทนี้มีทั้งอุปกรณ์และบริการ จึงไม่เอาต้นทุนขายรวม 77 ล้านบาทไปวัดวันสต็อกอุปกรณ์โดยตรง ตอนที่ 3 แยกข้อมูลอุปกรณ์ไว้แล้วว่า Y2 มียอดขายเชื่อ 75 ล้านบาท ต้นทุนขายอุปกรณ์ 48 ล้านบาท และซื้ออุปกรณ์เชื่อ 51 ล้านบาท

บนขอบเขตเดียวกัน วงจรเงินสดหรือ CCC ของอุปกรณ์เพิ่มจาก 64.31 เป็น 76.71 วัน มาจากวันเก็บลูกหนี้อุปกรณ์และวันถือสต็อกที่ยาวขึ้น หักวันเจ้าหนี้ซึ่งยาวขึ้นด้วย ตัวเลขนี้ยังต้องตรวจอายุรายการและเงื่อนไขคู่ค้า ไม่ได้แปลว่าต้องลดสต็อกทุกชิ้นหรือยืดจ่ายเจ้าหนี้ทุกราย

ส่วนงานติดตั้งและดูแลระบบต้องดูเงื่อนไขเรียกเก็บกับต้นทุนคนแยกต่างหาก CCC ของอุปกรณ์ไม่ใช่จำนวนวันที่บริษัททั้งแห่งจะขาดเงิน เงินเดือน ภาษี เงินรับล่วงหน้า การลงทุน และหนี้ยังมีจังหวะรับจ่ายของตัวเอง

ดูว่าเงินสดปลายปีได้แรงพยุงจากอะไร

เงินสดสองปีที่กระทบยอดจากต้นงวดถึงปลายงวด หน่วยล้านบาท เงินกู้แสดงยอดเพิ่มสุทธิ
รายการY1Y2
เงินสดต้นปี5.04.0
CFO+12.4+11.4
ซื้อสินทรัพย์ถาวร−7.0−9.0
เงินกู้เพิ่มสุทธิ+3.0+4.0
เงินปันผลจ่าย−9.4−4.4
เงินสดปลายปี4.06.0

เงินสด Y2 เพิ่ม 2 ล้านบาท แม้ CFO ลดลง เพราะมีการกู้เพิ่มสุทธิและจ่ายปันผลน้อยกว่าปีก่อน ขณะเดียวกันก็ลงทุนสินทรัพย์ถาวรมากขึ้น หลังหักเงินลงทุนออกจาก CFO จะเหลือ 2.4 ล้านบาท เทียบกับ 5.4 ล้านบาทใน Y1

การจะลดเงินลงทุนหรือปันผลต้องดูภาระที่ตกลงไว้และผลต่อธุรกิจ ไม่ใช่ตัดจากตารางทันที แต่ก่อนรับงานใหม่เพิ่ม เราควรรู้ว่าส่วนที่ต้องจ่ายล่วงหน้าใช้วงเงินจากไหน และหนี้ที่ครบกำหนดรองรับด้วยรายรับรายการใด

เงินกู้เพิ่มสุทธิ 4 ล้านบาทไม่บอกว่ากู้รับและคืนเงินต้นแยกเป็นเท่าไร จึงยังทำ DSCR ไม่ได้ ส่วนหนี้หมุนเวียน 8 ล้านบาทปลาย Y2 ต้องเปิดตารางครบกำหนดต่อ ไม่ใช่นำไปแทนเงินต้นที่จ่ายไปแล้วในปีนั้น

เลือกงานแรกจากหลักฐานและเจ้าของปัญหา

ในกรณีนี้ จุดที่ควรตรวจต่อมีตั้งแต่อัตรากำไรงานติดตั้งที่ลดลง ไปจนถึงลูกหนี้และสินทรัพย์ตามสัญญาที่เพิ่ม แต่คำว่า "ต้องลดลูกหนี้" ยังไม่ใช่งานที่ใครนำไปทำได้ ต้องระบุรายการ เงื่อนไข และคนรับผิดชอบให้ชัดขึ้น

แนวทางตั้งงานตรวจต่อสำหรับบริษัทสมมติ ยังไม่ใช่ข้อยืนยันสาเหตุหรือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแล้ว
ข้อสังเกตข้อมูลที่ของานของผู้รับผิดชอบ
อัตรากำไรขั้นต้นลดรายได้ ต้นทุนคน ผู้รับเหมาช่วง และงานเพิ่มแยกรายโครงการผู้จัดการโครงการกับบัญชีต้นทุนตรวจความครบถ้วนและงานเกินขอบเขต
ลูกหนี้เพิ่มเร็วกว่ารายได้อายุลูกหนี้ วันครบกำหนด ใบรับวางบิล และข้อโต้แย้งทีมเก็บเงินแยกรายการที่ถึงกำหนดออกจากยอดที่ยังไม่ถึงกำหนด
สินทรัพย์ตามสัญญาเพิ่มงานที่รับรู้รายได้แล้วกับเงื่อนไขที่ยังต้องทำให้ครบก่อนเรียกเก็บผู้จัดการโครงการและฝ่ายขายยืนยันขั้นตอนตรวจรับกับลูกค้า
สต็อกอุปกรณ์เพิ่มอายุสต็อก คำสั่งซื้อที่รองรับ และกำหนดส่งมอบคลังกับจัดซื้อแยกของเตรียมส่งออกจากของช้าและของที่ต้องทบทวน
เงินหลังลงทุนเหลือน้อยลงแผนรับจ่าย วันจ่ายเงินลงทุน เงินปันผล และตารางหนี้การเงินเสนอทางเลือกตามวันครบกำหนดให้ผู้บริหารตัดสินใจ

จากนั้นจึงเรียงลำดับตามเงินที่ต้องใช้เร็ว ความเสี่ยงส่งมอบ และหลักฐานที่หาได้ การเลือกตามอัตราส่วนที่ดูแย่ที่สุดอย่างเดียวอาจพาทีมไปแก้เรื่องที่ยังไม่ใช่จุดเร่งด่วน

ออกแบบข้อมูลให้ตามรอยจากงบกลับถึงงานได้

สำหรับทีมซอฟต์แวร์ งาน SI หรือ Odoo Partner ตัวอย่างการออกแบบงานคือผูกเลขโครงการกับขอบเขตงาน ชั่วโมงจริง ต้นทุนผู้รับเหมาช่วง หลักฐานตรวจรับ ใบแจ้งหนี้ และรายการรับเงิน เมื่ออัตรากำไรหรือลูกหนี้เปลี่ยน ทีมจึงตามกลับไปยังโครงการที่เกี่ยวข้องได้

หากใช้ Odoo ควรวางกติกาเชื่อมเอกสาร Sales, Project, Purchase และ Accounting ให้ตรงกับงานจริง แล้วทดสอบว่ารายงานกระทบยอดถึงบัญชีได้อย่างไร สถานะตรวจรับหรือสิทธิเรียกเก็บตามสัญญาบางแบบอาจต้องออกแบบเพิ่ม การมีชื่อโมดูลครบไม่ได้ยืนยันว่าข้อมูลเชื่อมกันถูกแล้ว

ฝั่งโรงงานต้องตามจากวัตถุดิบ งานระหว่างผลิต สินค้าสำเร็จรูป และของเสีย กลับไปถึงคำสั่งผลิตและต้นทุนที่เกี่ยวข้องด้วย กำหนดรหัสและช่วงเวลาที่ใช้ให้สอดคล้องกันก่อนนำข้อมูลไปเทียบรอบหมุนเวียน

นี่เป็นแนวทางออกแบบข้อมูลเพื่อใช้วิเคราะห์ ไม่ใช่ผลการติดตั้งระบบของลูกค้ารายใด ตัวชี้วัดที่ติดตามรอบถัดไปควรเป็นสิ่งที่ทีมลงมือเปลี่ยนได้ เช่น งานที่รอตรวจรับแยกตามเหตุ ใบแจ้งหนี้ที่ถึงกำหนดแล้ว และสต็อกที่ไม่มีแผนใช้งานยืนยัน

เปลี่ยนการประชุมงบให้ได้คำตอบที่ตรวจรอบหน้าได้

ในการประชุมงบครั้งถัดไป ผมอยากให้เลือกยอดค้างที่สำคัญหนึ่งชุด ระบุว่าค้างอยู่ในลูกหนี้ สินทรัพย์ตามสัญญา หรือสต็อก ใครต้องทำอะไร และจะนำหลักฐานอะไรกลับมาดูรอบหน้า พร้อมวางผลต่อแผนรับจ่ายเงินไว้ข้างกัน

เมื่อได้รายชื่อรายการและผู้รับผิดชอบแล้ว ค่อยตั้งผลที่ต้องการตามเงื่อนไขของงาน เช่น ตรวจรับให้ครบก่อนวันวางบิลที่ตกลงไว้ หรือยืนยันแผนใช้สินค้าที่ถืออยู่ จากนั้นเทียบเงินรับจ่ายจริงกับประมาณการและบันทึกเหตุที่ต่างกัน วงจรนี้จะทำให้รายงานงบครั้งต่อไปตอบได้ว่าสิ่งที่ทีมลงมือทำเปลี่ยนผลอย่างไร

ที่มาของแนวคิดและขอบเขตตัวอย่าง

ตัวเลขทั้งหมดเป็นกรณีสมมติต้นฉบับที่กระทบยอดงบกำไรขาดทุน งบดุล และกระแสเงินสดเข้าด้วยกัน การอธิบายสะพานกำไรสู่ CFO ใช้แนวคิดการปรับรายการที่ไม่ใช่เงินสดและรายการคงค้าง อ่านหลักการงบกระแสเงินสดเพิ่มเติมได้จาก IFRS Foundation: IAS 7 Statement of Cash Flows การจัดดอกเบี้ยและภาษีใน CFO ของตัวอย่างเป็นนโยบายที่ระบุไว้สำหรับกรณีนี้ ส่วนแนวทางจัดงานและออกแบบข้อมูลเป็นข้อเสนอเพื่อประยุกต์ใช้

แชร์บทความ

FacebookX
# MBA
ภาพปกตอนที่ 7 การแยกฐานดำเนินงานออกจากรายการจัดหาเงินในงบเดียวกัน
ตอนที่ 7 RNOA คืออะไร แยกผลตอบแทนจากงานหลักออกจากการจัดหาเงิน
จัดงบใหม่ให้เห็น NOA และ NFO ก่อนวัด NOPAT การหมุนเวียน และผลของการจัดหาเงิน