ยอดขายเพิ่ม 25% กำไรสุทธิเพิ่มจาก 10.4 เป็น 12.4 ล้านบาท และเงินสดปลายปีเพิ่มจาก 4 เป็น 6 ล้านบาท ฟังดูเหมือนบริษัทกำลังคล่องตัวขึ้น แต่เงินสดจากการดำเนินงานกลับลดจาก 12.4 เหลือ 11.4 ล้านบาท
ความต่างนี้เป็นจุดเริ่มของการประชุมงบที่มีประโยชน์ เราต้องหาให้ได้ว่ากำไรแปลงเป็นเงินช้าลงตรงไหน บริษัทใช้เงินลงทุนอะไร และเงินสดที่เพิ่มมาจากแหล่งใด ก่อนเลือกว่าจะเร่งเก็บเงิน ลดสต็อก เปลี่ยนเงื่อนไขงาน หรือจัดหาเงินเพิ่ม
ตอนสุดท้ายใช้บริษัทสมมติเดิมที่ขายอุปกรณ์ รับติดตั้งระบบ และให้บริการดูแลต่อเนื่อง หน่วยล้านบาท ปีที่ 1 (Y1) และปีที่ 2 (Y2) เป็นงวดละ 12 เดือน คำว่า "เงินตึง" ในกรณีนี้หมายถึงเงินจากงานและเงินที่เหลือหลังลงทุนลดลง ไม่ใช่ข้อยืนยันว่าบริษัทผิดนัดชำระหนี้ เพราะเรายังไม่มีตารางรับจ่ายรายวันและวันครบกำหนดครบชุด
อ่านสิ่งที่เกิดขึ้นให้แยกจากคำอธิบาย
| รายการ | Y1 | Y2 | คำถามที่ตามมา |
|---|---|---|---|
| รายได้ | 100.0 | 125.0 | โตจากงานและลูกค้ากลุ่มใด |
| อัตรากำไรขั้นต้น | 40.0% | 38.4% | ราคา ต้นทุน และสัดส่วนงานเปลี่ยนอย่างไร |
| กำไรสุทธิ | 10.4 | 12.4 | กำไรที่เพิ่มเปลี่ยนเป็นเงินสดเมื่อไร |
| CFO | 12.4 | 11.4 | ยอดดำเนินงานใดใช้เงินเพิ่ม |
| เงินสดปลายปี | 4.0 | 6.0 | เงินเพิ่มจากงาน การกู้ หรือการจ่ายปันผลที่ลดลง |
| ROE ของผู้ถือหุ้นสามัญ | 40.78% | 41.33% | กำไรและฐานส่วนของผู้ถือหุ้นช่วยกันอย่างไร |
| RNOA ตามฐานหลัก | 30.38% | 30.64% | กำไร NOPAT กับการหมุนเวียน NOA เปลี่ยนอย่างไร |
การเห็นลูกหนี้เพิ่มยังไม่พอจะสรุปว่าทีมเก็บเงินทำงานช้า บริษัทอาจมีรายได้ช่วงปลายปีมากขึ้นหรือเปลี่ยนเงื่อนไขเครดิต ส่วนสินทรัพย์ตามสัญญาที่เพิ่มอาจเกิดจากจังหวะส่งมอบตามแผนหรือรอเงื่อนไขตรวจรับ ทั้งสองเรื่องต้องเปิดข้อมูลประกอบก่อนระบุผู้รับผิดชอบแก้ไข
สิ่งที่เรารู้แน่จากยอดงบคือ ลูกหนี้เพิ่มจาก 16 เป็น 22 ล้านบาท สต็อกจาก 10 เป็น 13 ล้านบาท และสินทรัพย์ตามสัญญาจาก 6 เป็น 9 ล้านบาท รายการเหล่านี้ใช้เงินในงวด แต่สาเหตุและวันที่จะเปลี่ยนกลับเป็นเงินยังต้องตรวจต่อ
กระทบยอดจากกำไรสุทธิถึงเงินสดจากการดำเนินงาน
กำไรสุทธิไม่ได้แสดงเงินเข้าออกทุกครั้งในวันที่เงินเคลื่อน เราจึงเริ่มจากกำไร บวกค่าเสื่อมราคาที่ไม่ได้จ่ายเป็นเงินสดในงวด แล้วปรับการเปลี่ยนแปลงของสินทรัพย์และหนี้สินดำเนินงาน
| รายการ | Y1 | Y2 |
|---|---|---|
| กำไรสุทธิ | 10.4 | 12.4 |
| บวกค่าเสื่อมราคา | +5.0 | +6.0 |
| ลูกหนี้การค้าเพิ่ม | −4.0 | −6.0 |
| สินค้าคงเหลือเพิ่ม | −2.0 | −3.0 |
| สินทรัพย์ตามสัญญาเพิ่ม | −2.0 | −3.0 |
| ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้าเปลี่ยน | 0.0 | 0.0 |
| เจ้าหนี้การค้าเพิ่ม | +2.0 | +2.0 |
| ค่าใช้จ่ายดำเนินงานค้างจ่ายเพิ่ม | +1.0 | +1.0 |
| เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้าเพิ่ม | +2.0 | +2.0 |
| CFO | 12.4 | 11.4 |
Y2 มีกำไรบวกค่าเสื่อม 18.4 ล้านบาท แต่สินทรัพย์ดำเนินงานหมุนเวียนที่เพิ่มใช้เงิน 12 ล้านบาท ขณะที่เจ้าหนี้ ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย และเงินรับล่วงหน้าเพิ่มรวม 5 ล้านบาท จึงใช้เงินทุนหมุนเวียนสุทธิ 7 ล้านบาท เหลือ CFO 11.4 ล้านบาท
CFO ต่อกำไรสุทธิจึงลดจาก 1.19 เหลือ 0.92 เท่า ตัวเลขนี้ชวนให้ตรวจจังหวะเงินสด แต่ไม่ใช่คำตัดสินคุณภาพกำไรด้วยตัวมันเอง การลงทุนรองรับยอดขายที่เติบโตก็อาจใช้เงินทุนหมุนเวียนได้ ต้องดูว่าการใช้เงินสอดคล้องกับงานและเก็บคืนได้ตามแผนหรือไม่
ไล่กำไรไปถึง CFO ด้วยเครื่องหมายผลต่อเงินสด
จากกำไรสุทธิ ปรับด้วยรายการที่ไม่ใช่เงินสดและยอดดำเนินงาน หน่วยล้านบาท
สเกลแยกกรอบ: −15 ถึง +15 ล้านบาท
เครื่องหมายบวกเพิ่ม CFO เครื่องหมายลบลด CFO ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้าไม่เปลี่ยนจึงมีผลปรับเป็นศูนย์
เริ่มจากกำไรสุทธิ
บวกค่าเสื่อมราคา
หักลูกหนี้การค้าที่เพิ่ม
หักสินค้าคงเหลือที่เพิ่ม
หักสินทรัพย์ตามสัญญาที่เพิ่ม
บวกเจ้าหนี้อุปกรณ์ที่เพิ่ม
บวกค่าใช้จ่ายค้างจ่ายที่เพิ่ม
บวกเงินรับล่วงหน้าที่เพิ่ม
ผลลัพธ์จากการกระทบยอด ไม่บวกซ้ำ
สเกลแยกกรอบ: −15 ถึง +15 ล้านบาท
CFO
แยกลูกหนี้ที่เรียกเก็บได้ออกจากงานที่ยังติดเงื่อนไข
Y2 รับรู้รายได้ 125 ล้านบาท แต่สินทรัพย์ตามสัญญาเพิ่ม 3 ล้านบาท แบบจำลองนี้จึงมียอดออกใบแจ้งหนี้ขายเชื่อ 122 ล้านบาท เมื่อหักลูกหนี้การค้าที่เพิ่ม 6 ล้านบาท และบวกเงินรับล่วงหน้าสำหรับงานในอนาคตที่เพิ่ม 2 ล้านบาท จะได้เงินรับจากลูกค้ารวม 118 ล้านบาท
ยอด 125, 122 และ 118 ล้านบาทจึงตอบคนละคำถาม รายได้ที่รับรู้ ยอดที่ออกใบแจ้งหนี้ และเงินที่รับจริงต้องไล่กระทบกันได้ตามเงื่อนไขของแต่ละงาน ตัวอย่างนี้ไม่มีหนี้สูญ คืนสินค้า หรือรายการอื่นมาคั่น
DSO รวมบริษัทเมื่อใช้ยอดออกใบแจ้งหนี้ขายเชื่อเป็นฐานเพิ่มจาก 52.14 เป็น 56.84 วัน คำนวณด้วยลูกหนี้เฉลี่ยและ 365 วัน ส่วนสินทรัพย์ตามสัญญาเฉลี่ยเทียบรายได้คิดเป็น 18.25 กับ 21.90 วันตามลำดับ เราแสดงส่วนหลังแยกไว้เพื่อดูงานที่ยังไม่เป็นลูกหนี้ ไม่บวกสองตัวเป็นวงจรมาตรฐานเดียวกัน เพราะใช้ฐานรายได้ต่างกันและต้องตรวจเส้นทางของงานก่อน
ทีมบัญชีควรแยกลูกหนี้ตามเอกสารสิทธิเรียกเก็บ รวมถึงใบแจ้งหนี้ วันครบกำหนด และข้อโต้แย้ง ส่วนผู้จัดการโครงการควรแยกงานที่รอตรวจรับ รอเอกสาร หรือยังไม่ถึงงวดเรียกเก็บตามสัญญา ถ้ารวมยอดทั้งหมดไว้ในคำว่า "รอเก็บเงิน" เราจะส่งงานให้คนผิดกลุ่ม

ใช้ CCC เฉพาะส่วนที่ข้อมูลจับคู่กัน
บริษัทนี้มีทั้งอุปกรณ์และบริการ จึงไม่เอาต้นทุนขายรวม 77 ล้านบาทไปวัดวันสต็อกอุปกรณ์โดยตรง ตอนที่ 3 แยกข้อมูลอุปกรณ์ไว้แล้วว่า Y2 มียอดขายเชื่อ 75 ล้านบาท ต้นทุนขายอุปกรณ์ 48 ล้านบาท และซื้ออุปกรณ์เชื่อ 51 ล้านบาท
บนขอบเขตเดียวกัน วงจรเงินสดหรือ CCC ของอุปกรณ์เพิ่มจาก 64.31 เป็น 76.71 วัน มาจากวันเก็บลูกหนี้อุปกรณ์และวันถือสต็อกที่ยาวขึ้น หักวันเจ้าหนี้ซึ่งยาวขึ้นด้วย ตัวเลขนี้ยังต้องตรวจอายุรายการและเงื่อนไขคู่ค้า ไม่ได้แปลว่าต้องลดสต็อกทุกชิ้นหรือยืดจ่ายเจ้าหนี้ทุกราย
ส่วนงานติดตั้งและดูแลระบบต้องดูเงื่อนไขเรียกเก็บกับต้นทุนคนแยกต่างหาก CCC ของอุปกรณ์ไม่ใช่จำนวนวันที่บริษัททั้งแห่งจะขาดเงิน เงินเดือน ภาษี เงินรับล่วงหน้า การลงทุน และหนี้ยังมีจังหวะรับจ่ายของตัวเอง
ดูว่าเงินสดปลายปีได้แรงพยุงจากอะไร
| รายการ | Y1 | Y2 |
|---|---|---|
| เงินสดต้นปี | 5.0 | 4.0 |
| CFO | +12.4 | +11.4 |
| ซื้อสินทรัพย์ถาวร | −7.0 | −9.0 |
| เงินกู้เพิ่มสุทธิ | +3.0 | +4.0 |
| เงินปันผลจ่าย | −9.4 | −4.4 |
| เงินสดปลายปี | 4.0 | 6.0 |
เงินสด Y2 เพิ่ม 2 ล้านบาท แม้ CFO ลดลง เพราะมีการกู้เพิ่มสุทธิและจ่ายปันผลน้อยกว่าปีก่อน ขณะเดียวกันก็ลงทุนสินทรัพย์ถาวรมากขึ้น หลังหักเงินลงทุนออกจาก CFO จะเหลือ 2.4 ล้านบาท เทียบกับ 5.4 ล้านบาทใน Y1
การจะลดเงินลงทุนหรือปันผลต้องดูภาระที่ตกลงไว้และผลต่อธุรกิจ ไม่ใช่ตัดจากตารางทันที แต่ก่อนรับงานใหม่เพิ่ม เราควรรู้ว่าส่วนที่ต้องจ่ายล่วงหน้าใช้วงเงินจากไหน และหนี้ที่ครบกำหนดรองรับด้วยรายรับรายการใด
เงินกู้เพิ่มสุทธิ 4 ล้านบาทไม่บอกว่ากู้รับและคืนเงินต้นแยกเป็นเท่าไร จึงยังทำ DSCR ไม่ได้ ส่วนหนี้หมุนเวียน 8 ล้านบาทปลาย Y2 ต้องเปิดตารางครบกำหนดต่อ ไม่ใช่นำไปแทนเงินต้นที่จ่ายไปแล้วในปีนั้น
เลือกงานแรกจากหลักฐานและเจ้าของปัญหา
ในกรณีนี้ จุดที่ควรตรวจต่อมีตั้งแต่อัตรากำไรงานติดตั้งที่ลดลง ไปจนถึงลูกหนี้และสินทรัพย์ตามสัญญาที่เพิ่ม แต่คำว่า "ต้องลดลูกหนี้" ยังไม่ใช่งานที่ใครนำไปทำได้ ต้องระบุรายการ เงื่อนไข และคนรับผิดชอบให้ชัดขึ้น
| ข้อสังเกต | ข้อมูลที่ขอ | งานของผู้รับผิดชอบ |
|---|---|---|
| อัตรากำไรขั้นต้นลด | รายได้ ต้นทุนคน ผู้รับเหมาช่วง และงานเพิ่มแยกรายโครงการ | ผู้จัดการโครงการกับบัญชีต้นทุนตรวจความครบถ้วนและงานเกินขอบเขต |
| ลูกหนี้เพิ่มเร็วกว่ารายได้ | อายุลูกหนี้ วันครบกำหนด ใบรับวางบิล และข้อโต้แย้ง | ทีมเก็บเงินแยกรายการที่ถึงกำหนดออกจากยอดที่ยังไม่ถึงกำหนด |
| สินทรัพย์ตามสัญญาเพิ่ม | งานที่รับรู้รายได้แล้วกับเงื่อนไขที่ยังต้องทำให้ครบก่อนเรียกเก็บ | ผู้จัดการโครงการและฝ่ายขายยืนยันขั้นตอนตรวจรับกับลูกค้า |
| สต็อกอุปกรณ์เพิ่ม | อายุสต็อก คำสั่งซื้อที่รองรับ และกำหนดส่งมอบ | คลังกับจัดซื้อแยกของเตรียมส่งออกจากของช้าและของที่ต้องทบทวน |
| เงินหลังลงทุนเหลือน้อยลง | แผนรับจ่าย วันจ่ายเงินลงทุน เงินปันผล และตารางหนี้ | การเงินเสนอทางเลือกตามวันครบกำหนดให้ผู้บริหารตัดสินใจ |
จากนั้นจึงเรียงลำดับตามเงินที่ต้องใช้เร็ว ความเสี่ยงส่งมอบ และหลักฐานที่หาได้ การเลือกตามอัตราส่วนที่ดูแย่ที่สุดอย่างเดียวอาจพาทีมไปแก้เรื่องที่ยังไม่ใช่จุดเร่งด่วน
ออกแบบข้อมูลให้ตามรอยจากงบกลับถึงงานได้
สำหรับทีมซอฟต์แวร์ งาน SI หรือ Odoo Partner ตัวอย่างการออกแบบงานคือผูกเลขโครงการกับขอบเขตงาน ชั่วโมงจริง ต้นทุนผู้รับเหมาช่วง หลักฐานตรวจรับ ใบแจ้งหนี้ และรายการรับเงิน เมื่ออัตรากำไรหรือลูกหนี้เปลี่ยน ทีมจึงตามกลับไปยังโครงการที่เกี่ยวข้องได้
หากใช้ Odoo ควรวางกติกาเชื่อมเอกสาร Sales, Project, Purchase และ Accounting ให้ตรงกับงานจริง แล้วทดสอบว่ารายงานกระทบยอดถึงบัญชีได้อย่างไร สถานะตรวจรับหรือสิทธิเรียกเก็บตามสัญญาบางแบบอาจต้องออกแบบเพิ่ม การมีชื่อโมดูลครบไม่ได้ยืนยันว่าข้อมูลเชื่อมกันถูกแล้ว
ฝั่งโรงงานต้องตามจากวัตถุดิบ งานระหว่างผลิต สินค้าสำเร็จรูป และของเสีย กลับไปถึงคำสั่งผลิตและต้นทุนที่เกี่ยวข้องด้วย กำหนดรหัสและช่วงเวลาที่ใช้ให้สอดคล้องกันก่อนนำข้อมูลไปเทียบรอบหมุนเวียน
นี่เป็นแนวทางออกแบบข้อมูลเพื่อใช้วิเคราะห์ ไม่ใช่ผลการติดตั้งระบบของลูกค้ารายใด ตัวชี้วัดที่ติดตามรอบถัดไปควรเป็นสิ่งที่ทีมลงมือเปลี่ยนได้ เช่น งานที่รอตรวจรับแยกตามเหตุ ใบแจ้งหนี้ที่ถึงกำหนดแล้ว และสต็อกที่ไม่มีแผนใช้งานยืนยัน
เปลี่ยนการประชุมงบให้ได้คำตอบที่ตรวจรอบหน้าได้
ในการประชุมงบครั้งถัดไป ผมอยากให้เลือกยอดค้างที่สำคัญหนึ่งชุด ระบุว่าค้างอยู่ในลูกหนี้ สินทรัพย์ตามสัญญา หรือสต็อก ใครต้องทำอะไร และจะนำหลักฐานอะไรกลับมาดูรอบหน้า พร้อมวางผลต่อแผนรับจ่ายเงินไว้ข้างกัน
เมื่อได้รายชื่อรายการและผู้รับผิดชอบแล้ว ค่อยตั้งผลที่ต้องการตามเงื่อนไขของงาน เช่น ตรวจรับให้ครบก่อนวันวางบิลที่ตกลงไว้ หรือยืนยันแผนใช้สินค้าที่ถืออยู่ จากนั้นเทียบเงินรับจ่ายจริงกับประมาณการและบันทึกเหตุที่ต่างกัน วงจรนี้จะทำให้รายงานงบครั้งต่อไปตอบได้ว่าสิ่งที่ทีมลงมือทำเปลี่ยนผลอย่างไร
ที่มาของแนวคิดและขอบเขตตัวอย่าง
ตัวเลขทั้งหมดเป็นกรณีสมมติต้นฉบับที่กระทบยอดงบกำไรขาดทุน งบดุล และกระแสเงินสดเข้าด้วยกัน การอธิบายสะพานกำไรสู่ CFO ใช้แนวคิดการปรับรายการที่ไม่ใช่เงินสดและรายการคงค้าง อ่านหลักการงบกระแสเงินสดเพิ่มเติมได้จาก IFRS Foundation: IAS 7 Statement of Cash Flows การจัดดอกเบี้ยและภาษีใน CFO ของตัวอย่างเป็นนโยบายที่ระบุไว้สำหรับกรณีนี้ ส่วนแนวทางจัดงานและออกแบบข้อมูลเป็นข้อเสนอเพื่อประยุกต์ใช้