ข้ามไปยังเนื้อหา
ภาพปกตอนที่ 6 การแยกผลตอบแทนออกเป็นกำไร สินทรัพย์ และส่วนของผู้ถือหุ้น

ตอนที่ 6 ROA และ ROE สูงเพราะอะไร แกะ DuPont ก่อนสรุปว่าธุรกิจเก่ง

แยกอัตรากำไร การหมุนเวียนสินทรัพย์ และฐานส่วนของผู้ถือหุ้นด้วยค่าเฉลี่ยที่ตรงกัน
25 ตุลาคม ค.ศ. 2026 โดย

กำไรสุทธิต่อรายได้ลดลงจาก 10.40% เหลือ 9.92% แต่ผลตอบแทนผู้ถือหุ้นกลับเพิ่มจาก 40.78% เป็น 41.33% ตัวเลขกำลังบอกว่าธุรกิจทำงานดีขึ้นหรือว่ามีอย่างอื่นช่วยดันผลตอบแทน?

ในบริษัทสมมติของซีรีส์นี้ ตัวเลขสองทิศนี้เกิดพร้อมกันได้ เพราะ ROE เชื่อมกับอัตรากำไร การใช้สินทรัพย์สร้างรายได้ และสัดส่วนสินทรัพย์ต่อส่วนของผู้ถือหุ้น การแยกด้วย DuPont จะช่วยให้เห็นว่าแต่ละส่วนเคลื่อนอย่างไร ก่อนตั้งคำถามถึงสาเหตุในงานจริง

ตัวอย่างเป็นบริษัทขายอุปกรณ์ รับติดตั้งระบบ และให้บริการดูแลต่อเนื่อง หน่วยล้านบาท ปีที่ 1 (Y1) และปีที่ 2 (Y2) เป็นงวดละ 12 เดือน ไม่มีหุ้นบุริมสิทธิหรือส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุม กำไรสุทธิทั้งหมดจึงเป็นของผู้ถือหุ้นสามัญตามข้อสมมติ

ตั้งนิยาม ROA และ ROE ให้ตรงกันก่อน

ROA ในตอนนี้ = กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย ส่วน ROE = กำไรสุทธิของผู้ถือหุ้นสามัญ ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้นสามัญเฉลี่ย ทั้งคู่เป็นผลตอบแทนตามตัวเลขบัญชีในงวด

นิยาม ROA ในรายงานอื่นอาจใช้กำไรคนละระดับ จึงต้องอ่านตัวตั้งก่อนเปรียบเทียบ กำไรสุทธิหักดอกเบี้ยและภาษีแล้ว ส่วน NOPAT เป็นกำไรจากการดำเนินงานหลังภาษีที่ใช้ในตอน RNOA ตัวเลขสองชนิดนี้มีหน้าที่ต่างกัน

ค่าเฉลี่ยในตัวอย่างคำนวณจากยอดต้นงวดบวกปลายงวดแล้วหารสอง รายได้และกำไรเกิดตลอดปี ขณะที่สินทรัพย์และส่วนของผู้ถือหุ้นเป็นยอด ณ วันหนึ่ง การใช้ค่าเฉลี่ยช่วยจัดฐานของอัตราส่วนให้เข้ากับช่วงเวลาของกำไร แม้ค่าเฉลี่ยเพียงสองจุดจะยังไม่เห็นความผันผวนระหว่างปี

ตั้งฐานผลตอบแทนจากงบสมมติ หน่วยล้านบาท ยกเว้นอัตราส่วน ปัดผลแสดงเป็นสองตำแหน่ง
รายการY1Y2
กำไรสุทธิ10.4012.40
สินทรัพย์รวมต้นงวด55.0064.00
สินทรัพย์รวมปลายงวด64.0081.00
สินทรัพย์รวมเฉลี่ย59.5072.50
ส่วนของผู้ถือหุ้นต้นงวด25.0026.00
ส่วนของผู้ถือหุ้นปลายงวด26.0034.00
ส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย25.5030.00
ROA ตามนิยามกำไรสุทธิ17.48%17.10%
ROE ของผู้ถือหุ้นสามัญ40.78%41.33%

ทำไมต้องแยก ROA เป็นกำไรกับการใช้สินทรัพย์

ROA ตัวเดียวบอกผลตอบแทนรวม แต่ยังไม่บอกว่าควรแก้ที่กำไรต่อยอดขายหรือการใช้สินทรัพย์ เมื่อแยกเป็น อัตรากำไรสุทธิ × อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์รวม เราจะตั้งคำถามได้ตรงขึ้น ถ้ากำไรต่อยอดขายบางลง ให้ตรวจราคา ต้นทุน และส่วนผสมงาน ถ้ายอดขายต่อฐานสินทรัพย์ต่ำลง ให้ตรวจว่าทรัพยากรส่วนใดรอใช้งาน รองรับการเติบโต หรือยังไม่สร้างรายได้ตามแผน

อัตรากำไรสุทธิกำไรสุทธิ ÷ รายได้
คูณ
อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์รวมรายได้ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย
เท่ากับ
ROA ตามนิยามกำไรสุทธิ
รายได้ตัดกันในผลคูณ จึงเหลือกำไรสุทธิหารสินทรัพย์รวมเฉลี่ย ต้องใช้ข้อมูลของงวดเดียวกัน สูตรนี้ใช้กำไรสุทธิ ไม่ใช่ EBIT หรือ NOPAT

การแยกสูตรช่วยวินิจฉัยและเลือกงานบริหาร แต่คุณภาพของสินทรัพย์จะดีขึ้นได้จากสิ่งที่ทีมทำต่อ เช่น แก้ข้อโต้แย้งของลูกหนี้ ลดสินค้าค้างที่ไม่มีแผนใช้ หรือซ่อมเครื่องที่หยุดบ่อย อัตราส่วนไม่ได้สร้างคุณภาพขึ้นมาเอง เมื่อยอดหมุนเวียนสูงขึ้นก็ต้องตรวจว่ากำไรที่เหลือพอหรือไม่ เงินสดรองรับปริมาณงานได้หรือไม่ และยังส่งมอบได้ตามคุณภาพที่ตกลงไว้หรือไม่

ราคาต่ำเน้นปริมาณ กับราคาสูงเน้นกำไรต่อยอดขาย

ลองแยกออกจากบริษัทหลักของซีรีส์ แล้วสมมติทางเลือกสองแบบในงวด 12 เดือนเท่ากัน แบบ A ตั้งราคาต่ำกว่าและขายได้มากหน่วย ส่วนแบบ B ตั้งราคาสูงกว่าแต่ขายได้น้อยหน่วย กำหนดให้ทั้งคู่ใช้สินทรัพย์รวมเฉลี่ย 10 ล้านบาทและเหลือกำไรสุทธิ 1 ล้านบาท เพื่อดูผลของกำไรต่อยอดขายกับการหมุนเวียนโดยควบคุมฐานสินทรัพย์ไว้เท่ากัน

กรณีสมมติแยกจากบริษัทหลัก ไม่ใช่ประมาณการว่าการเปลี่ยนราคาจะทำให้ยอดขายเปลี่ยนตามนี้ รายได้และค่าใช้จ่ายเป็นยอดทั้งปี 12 เดือน ไม่กำหนดว่าสินค้าหรือคุณภาพเหมือนกัน และไม่แยกต้นทุนต่อหน่วยหรืออัตราภาษี
รายการและหน่วยแบบ A ราคาต่ำกว่า เน้นปริมาณแบบ B ราคาสูงกว่า เน้นกำไรต่อยอดขาย
ราคาขายต่อหน่วย (บาท)5001,000
จำนวนขายทั้งปี (หน่วย)40,00010,000
รายได้ (ล้านบาท)20.010.0
ค่าใช้จ่ายรวมทุกระดับ รวมดอกเบี้ยและภาษีตามข้อสมมติ (ล้านบาท)19.09.0
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)1.01.0
สินทรัพย์รวมเฉลี่ย (ล้านบาท)10.010.0
อัตรากำไรสุทธิ5.0%10.0%
อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์รวม2.0 เท่า1.0 เท่า
ROA = อัตรากำไรสุทธิ × การหมุนเวียนสินทรัพย์5.0% × 2.0 = 10.0%10.0% × 1.0 = 10.0%

ทั้งคู่ได้ ROA เท่ากัน แต่ยังสรุปไม่ได้ว่าความเสี่ยง เงินสด คุณภาพ หรือมูลค่ากิจการเท่ากัน ปริมาณขายในตารางเป็นข้อสมมติ ราคาสูงกว่าไม่ได้ทำให้ขายช้าหรือขายได้น้อยลงโดยอัตโนมัติ คำว่า "ขายไว" ในกลยุทธ์เน้นปริมาณหมายถึงทำยอดขายผ่านฐานสินทรัพย์ได้มากขึ้นในงวด ไม่ได้แปลว่าเก็บเงินจากลูกค้าเร็วขึ้น ราคาไม่ใช่ตัวกำหนด DSO โดยอัตโนมัติ ต้องอ่านเงื่อนไขเครดิตและการรับชำระแยกต่างหาก

สร้างความแตกต่างเพื่อให้ลูกค้าเลือกด้วยเหตุผลอะไร

ธุรกิจอาจเลือกสร้างความแตกต่างเพื่อให้ลูกค้ามีเหตุผลเลือกนอกเหนือจากราคาที่ถูกที่สุด แต่ความต่างนั้นต้องเป็นสิ่งที่ลูกค้าเห็นคุณค่าและมีหลักฐานว่ายอมจ่าย ไม่ใช่เพียงเพิ่มต้นทุนให้สินค้าดูพิเศษ การวางสินค้าในตลาดหรูหรือ luxury เป็นทางเลือกหนึ่ง ไม่ใช่เป้าหมายที่ทุกกิจการต้องไป และแบบ B ที่ราคาสูงกว่าในตารางก็ยังไม่ได้บอกว่าเป็นสินค้าหรู

ตามกรอบ Red Ocean และ Blue Ocean ของผู้พัฒนาแนวคิด Red Ocean คือการแข่งขันเพื่อแย่งส่วนแบ่งความต้องการซื้อในตลาดเดิม อาจแข่งด้วยคุณภาพ บริการ หรือต้นทุน ไม่จำเป็นต้องเป็นสงครามราคา ส่วน Blue Ocean มุ่งเปิดพื้นที่ตลาดที่ยังไม่มีการแข่งขันโดยตรงและสร้างความต้องการซื้อใหม่ ด้วยความแตกต่างควบคู่กับต้นทุนต่ำ หรือ value innovation จึงไม่ใช่แค่ตลาดหรูหรือกลุ่มเฉพาะ และต้นทุนต่ำไม่ได้แปลว่าต้องตั้งราคาขายต่ำที่สุด

เมื่อกลับมาดู ROA ต้องตรวจว่าอัตรากำไรสุทธิหลังต้นทุนสร้างความต่างเหลือเท่าไร และต้องใช้สินทรัพย์เพิ่มจนการหมุนเวียนเปลี่ยนอย่างไร พร้อมดูเงินสด คุณภาพ และกำลังส่งมอบ ความต่างอาจถูกเลียนแบบได้ การเรียกกลยุทธ์ว่า Blue Ocean จึงไม่ได้รับรองกำไรหรือผลตอบแทนที่คุ้มกับความเสี่ยง

ในงาน SI สมมติ อาจเริ่มจากตัดขอบเขตที่ลูกค้าไม่ใช้ แล้วทดลองชุดบริการที่แก้ปัญหาสำคัญ แทนการเพิ่มทุกฟังก์ชัน ก่อนลงทุนให้ทีมตอบว่า ตัดอะไร เพิ่มอะไรที่ลูกค้ายอมจ่าย ต้องใช้เงินและกำลังส่งมอบเพิ่มแค่ไหน และจะพิสูจน์ด้วยอะไร

แยกสินทรัพย์หมุนเวียนกับสินทรัพย์ที่ใช้ทำงานระยะยาว

ฝั่งสินทรัพย์หมุนเวียน ให้ถามว่าลูกหนี้เก็บได้จริงแค่ไหน ค่าเผื่อสะท้อนความเสี่ยงหรือไม่ สต็อกเก่าหรือเสื่อมสภาพคาดว่าจะขายได้มูลค่าเท่าไร และงานที่ยังมีเงื่อนไขเรียกเก็บต้องผ่านขั้นตอนไหน การขายปริมาณมากขึ้นอาจต้องใช้ลูกหนี้ สต็อก หรือกำลังส่งมอบเพิ่มด้วย ฐานสินทรัพย์เฉลี่ย 10 ล้านบาทที่เท่ากันในตารางจึงเป็นเงื่อนไขควบคุมของตัวอย่าง ก่อนใช้จริงต้องตรวจว่าถือฐานเท่าเดิมได้หรือไม่

ฝั่งสินทรัพย์ระยะยาว เช่น เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่ใช้ส่งมอบงาน ให้ดูอายุใช้งานที่เหลือ สภาพ เวลาว่าง การบำรุงรักษา และผลต่อของเสียหรือการส่งมอบ ไม่ใช้มูลค่าตามบัญชีต่ำเป็นหลักฐานว่าใช้ทรัพยากรได้ดีกว่าเสมอ ส่วนทีมซอฟต์แวร์หรือ SI ควรดูชั่วโมงคนและงานแก้ไขประกอบด้วย ชั่วโมงคนเป็นทรัพยากรที่ต้องบริหาร แต่ไม่ได้เป็นสินทรัพย์ในงบดุลโดยอัตโนมัติ

ระยะสั้นกับระยะยาวอาจต้องตัดสินใจต่างกัน

ระยะสั้นอาจเริ่มจากใช้กำลังที่มีอยู่ให้เหมาะกับงาน จัดคิวเครื่องและคน ลดช่วงรอ หรือแก้เงื่อนไขที่ทำให้รับเงินช้า พร้อมติดตามคุณภาพและภาระส่งมอบ การเลื่อนบำรุงรักษาหรือเร่งงานจนต้องแก้ซ้ำอาจทำให้ตัวเลขบางงวดดูดี แต่ทิ้งต้นทุนและความเสี่ยงไว้ในงวดถัดไป ต้องตรวจผลที่เกิดขึ้นจริง

ระยะยาวอาจต้องลงทุนเครื่องหรือระบบก่อนรายได้จะตามมา ถ้าฐานสินทรัพย์เพิ่มแต่กำไรยังไม่เพิ่มตาม ROA ช่วงแรกอาจลดลง และค่าเรียนรู้ที่บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายอาจกดกำไรในงวดนั้นด้วย ควรติดตามแผนใช้กำลัง ผลตอบแทน เงินสด และความเสี่ยงตลอดช่วงลงทุน ระยะสั้นกับระยะยาวจึงเป็นกรอบการตัดสินใจ ไม่ใช่ ROA สองสูตร ก่อนอนุมัติงานใหม่หรือลงทุนเพิ่ม ลองให้ทีมระบุว่าหวังเพิ่มกำไรต่อยอดขายหรือเพิ่มการใช้สินทรัพย์กลุ่มใด และจะใช้หลักฐานอะไรตรวจว่าคุณภาพยังอยู่ในระดับที่ต้องการ

แยก ROE ออกเป็นสิ่งที่ตรวจต่อได้

DuPont แบบสามส่วนเริ่มจากนำกำไรสุทธิต่อรายได้ คูณรายได้ต่อสินทรัพย์เฉลี่ย แล้วคูณสินทรัพย์เฉลี่ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย เมื่อคูณกัน รายได้และสินทรัพย์เฉลี่ยจะตัดกัน เหลือกำไรสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ยตามนิยาม ROE

อัตรากำไรสุทธิกำไรสุทธิ ÷ รายได้
คูณ
อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์รวมรายได้ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย
คูณ
ตัวคูณส่วนของผู้ถือหุ้นสินทรัพย์รวมเฉลี่ย ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย
เท่ากับ
ROE
DuPont สามส่วนต้องใช้รายได้ กำไร และฐานเฉลี่ยที่ตรงกัน คำว่า "ตัวคูณส่วนของผู้ถือหุ้น" ในที่นี้หมายถึง equity multiplier

ส่วนแรกบอกว่ารายได้แต่ละบาทเหลือกำไรสุทธิเท่าไร ส่วนที่สองบอกว่าฐานสินทรัพย์เฉลี่ยหนึ่งบาทสร้างรายได้กี่บาท ส่วนสุดท้ายบอกว่าสินทรัพย์เฉลี่ยมีขนาดกี่เท่าของส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย แต่ละส่วนจึงพาเราไปตรวจคนละเรื่อง

ตัวคูณส่วนของผู้ถือหุ้นไม่ใช่หนี้ธนาคารต่อส่วนของผู้ถือหุ้น เพราะสินทรัพย์ได้รับเงินสนับสนุนจากหนี้สินหลายชนิด รวมถึงเจ้าหนี้การค้าและเงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า อีกทั้งสูตรนี้ใช้ค่าเฉลี่ย ขณะที่ D/E ในตอนที่ 5 ใช้ยอดปลายงวด

ไล่คำนวณบริษัทเดิมให้ครบทั้งสองปี

Y2 มีกำไรสุทธิ 12.4 ล้านบาท รายได้ 125 ล้านบาท สินทรัพย์เฉลี่ย 72.5 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย 30 ล้านบาท เมื่อนำฐานเดียวกันมาแยก จะได้ผลดังตาราง

DuPont ของบริษัทสมมติ คำนวณจากค่าจริงก่อนปัดเศษ ผลคูณจากตัวเลขที่ปัดในตารางอาจต่างเล็กน้อย
ส่วนของสูตรY1Y2
กำไรสุทธิ ÷ รายได้10.40%9.92%
รายได้ ÷ สินทรัพย์เฉลี่ย1.6807 เท่า1.7241 เท่า
สินทรัพย์เฉลี่ย ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย2.3333 เท่า2.4167 เท่า
ผลคูณสองส่วนแรก = ROA17.48%17.10%
ผลคูณทั้งสามส่วน = ROE40.78%41.33%

Y2 ใช้สินทรัพย์สร้างรายได้ได้มากขึ้นเมื่อวัดตามสูตรนี้ แต่ยังชดเชยอัตรากำไรสุทธิที่ลดลงไม่หมด ROA จึงลดลง ส่วนตัวคูณส่วนของผู้ถือหุ้นที่เพิ่มช่วยให้ผลคูณสุดท้ายเป็น ROE สูงกว่าปีก่อน

ผลจากกำไรสุทธิต่อสินทรัพย์เฉลี่ยROA 17.48% เป็น 17.10%
ผลจากกำไรสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ยROE 40.78% เป็น 41.33%
ผลตอบแทนสองชนิดเคลื่อนคนละทิศในบริษัทสมมติเดียวกัน จึงต้องอ่านฐานสินทรัพย์และส่วนของผู้ถือหุ้นไปพร้อมกับกำไร

ข้อสังเกตนี้ยังไม่อธิบายเหตุเชิงธุรกิจทั้งหมด อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์อาจเปลี่ยนจากการใช้กำลังส่งมอบดีขึ้น การเปลี่ยนส่วนผสมรายได้ หรือจังหวะที่ลงทุนสินทรัพย์ เราต้องเปิดข้อมูลเหล่านั้นก่อนเรียกสิ่งที่เห็นว่าเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ

แยก DuPont แล้วดูผลตอบแทนสองฐาน

อัตรากำไรสุทธิ หน่วย %

สเกลกรอบนี้: 0 ถึง 15%

กำไรสุทธิ ÷ รายได้

ปีที่ 110.40%
ปีที่ 29.92%

อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์รวม หน่วยเท่า

สเกลกรอบนี้: 0 ถึง 2 เท่า

รายได้ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย

ปีที่ 11.6807 เท่า
ปีที่ 21.7241 เท่า

ตัวคูณส่วนของผู้ถือหุ้น หน่วยเท่า

สเกลกรอบนี้: 0 ถึง 3 เท่า

สินทรัพย์รวมเฉลี่ย ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย

ปีที่ 12.3333 เท่า
ปีที่ 22.4167 เท่า

ROA ตามนิยามกำไรสุทธิ หน่วย %

สเกลกรอบนี้: 0 ถึง 20%

กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย

ปีที่ 117.48%
ปีที่ 217.10%

ROE ของผู้ถือหุ้นสามัญ หน่วย %

สเกลกรอบนี้: 0 ถึง 50%

กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้นสามัญเฉลี่ย

ปีที่ 140.78%
ปีที่ 241.33%
บริษัทสมมติ งวดละ 12 เดือน ใช้ค่าเฉลี่ยต้นกับปลายงวด แต่ละกรอบมีหน่วยและสเกลของตัวเอง เทียบความยาวเฉพาะปีที่ 1 กับปีที่ 2 ภายในกรอบเดียว ห้ามเทียบความยาวข้ามกรอบ

ส่วนของผู้ถือหุ้นไม่ได้เปลี่ยนเพราะผลกำไรอย่างเดียว

Y1 ส่วนของผู้ถือหุ้นเริ่ม 25 ล้านบาท มีกำไร 10.4 ล้านบาท และจ่ายเงินปันผล 9.4 ล้านบาท จึงเหลือส่วนของผู้ถือหุ้นปลายปี 26 ล้านบาท ส่วน Y2 เริ่มที่ 26 ล้านบาท มีกำไร 12.4 ล้านบาท และจ่ายเงินปันผล 4.4 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นปลายปีจึงเป็น 34 ล้านบาท

กำไรที่เก็บไว้ส่งผลต่อฐานส่วนของผู้ถือหุ้นที่จะใช้หารผลตอบแทน นโยบายจ่ายเงินปันผลจึงเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องนี้ด้วย บริษัทจริงอาจมีการเพิ่มทุน ซื้อหุ้นคืน หรือรายการกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่นซึ่งต้องกระทบยอดเพิ่ม

เมื่อเทียบบริษัทสองแห่ง อย่ารีบสรุปว่าบริษัทที่มี ROE สูงกว่าทำงานได้ดีกว่าโดยยังไม่ตรวจฐานส่วนของผู้ถือหุ้น ถ้าฐานเล็กเพราะขาดทุนสะสมหรือจ่ายทุนคืนมาก อัตราส่วนอาจสูงโดยไม่ได้สะท้อนความสามารถหาเงินจากงานที่เหนือกว่า และถ้าส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ยเป็นศูนย์หรือติดลบ ควรกลับไปอ่านจำนวนเงินแทนการตีความ ROE แบบปกติ

ภาพประกอบการแยกงบกำไร สินทรัพย์ และแหล่งเงินทุนเพื่ออธิบายผลตอบแทน
ผลตอบแทนที่สูงต้องไล่กลับไปถึงกำไรและฐานที่นำมาหาร ภาพประกอบแนวคิด ไม่ใช่คะแนนประเมินบริษัทจริง

ถ้าต้องการแยกภาษีและดอกเบี้ย ใช้ DuPont ห้าส่วน

อัตรากำไรสุทธิยังแยกต่อได้เป็นกำไรสุทธิต่อกำไรก่อนภาษี คูณกำไรก่อนภาษีต่อ EBIT แล้วคูณ EBIT ต่อรายได้ เมื่อนำไปต่อกับการหมุนเวียนสินทรัพย์และตัวคูณส่วนของผู้ถือหุ้น จะได้ DuPont ห้าส่วน

แยกกำไรให้เห็นผลภาษีและดอกเบี้ยในกรณีสมมติ ตัวคูณสามแถวแรกคูณกันเป็นอัตรากำไรสุทธิ
ตัวคูณY1Y2
กำไรสุทธิ ÷ กำไรก่อนภาษี0.80000.8000
กำไรก่อนภาษี ÷ EBIT0.86670.8611
EBIT ÷ รายได้0.15000.1440
รายได้ ÷ สินทรัพย์เฉลี่ย1.68071.7241
สินทรัพย์เฉลี่ย ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย2.33332.4167
ผลคูณเป็น ROE40.78%41.33%

ในตัวอย่าง อัตราภาษีคงที่ตามสมมติฐาน 20% จึงไม่ได้เป็นตัวเปลี่ยนผลระหว่างปี ส่วนสัดส่วนกำไรก่อนภาษีต่อ EBIT ลดลงเล็กน้อย และ EBIT ต่อรายได้ก็ลดลงด้วย การแยกสูตรเช่นนี้ทำให้เรารู้ว่าควรกลับไปดูโครงสร้างกำไรและดอกเบี้ยส่วนใด

สมมติฐานภาษีนี้ไม่ได้บอกอัตราภาษีของกิจการไทยรายใด หากกำไรก่อนภาษีหรือ EBIT เป็นศูนย์หรือติดลบ ตัวคูณบางส่วนจะไม่มีนิยามหรืออ่านความหมายยาก ควรแสดงจำนวนกำไรขาดทุนและสาเหตุโดยตรง แทนการฝืนจัดทุกงบลงในสูตรห้าส่วน

เทียบให้ตรงรูปแบบธุรกิจ ก่อนตัดสินว่าใครใช้สินทรัพย์เก่ง

บริษัทซอฟต์แวร์สมมติที่ใช้ทักษะของคนกับโรงงานสมมติที่ต้องมีเครื่องจักรย่อมมีฐานสินทรัพย์ต่างกัน แม้สร้างรายได้ใกล้กัน รายจ่ายที่บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายกับรายการที่เข้าเงื่อนไขรับรู้เป็นสินทรัพย์ก็ทำให้อัตราส่วนต่างกันได้ ต้องตรวจนโยบายบัญชีและอายุสินทรัพย์ประกอบ

สำหรับงาน SI หรือ Odoo Partner ที่ส่งมอบเป็นโครงการ ควรเปิดชั่วโมงงานจริง งบต้นทุน งานแก้ไข และสถานะตรวจรับดูคู่กับอัตรากำไร หากรายได้โตจากงานที่ใช้คนเพิ่มมาก แต่ชั่วโมงจริงยังไม่สะท้อนในต้นทุนครบ กำไรระหว่างงวดอาจยังไม่สะท้อนต้นทุนงานครบ

ในฝ่ายผลิต ควรดูเครื่องจักรที่เพิ่งลงทุน กำลังผลิตที่ใช้จริง ของเสีย และสินค้าที่ค้างในคลัง การลดฐานสินทรัพย์จนส่งมอบสะดุดไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ต้องการ แม้อัตราหมุนเวียนบางช่วงจะดูสูงขึ้น

ใช้ DuPont เพื่อระบุเรื่องที่ต้องตรวจต่อ

สำหรับกรณีนี้ คำถามที่ควรส่งให้ทีมคือ "กำไรสุทธิต่อรายได้ลดจากต้นทุนส่วนใด และการใช้สินทรัพย์ที่ดีขึ้นตามสูตรเกิดจากงานแบบไหน" ส่วนการเงินควรอธิบายการเปลี่ยนฐานส่วนของผู้ถือหุ้นและนโยบายปันผลแยกออกมา

ถ้าจะนำ DuPont ไปใช้กับงบของคุณ ลองเขียนสูตรทั้งสามส่วนจากงวดเดียวกันก่อน แล้วให้ผู้รับผิดชอบแต่ละส่วนแนบหลักฐานหนึ่งชุดที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อรู้ว่าคำอธิบายส่วนใดยังไม่มีข้อมูล เราจะรู้ว่ารายงานรอบต่อไปควรเพิ่มอะไร

ที่มาของแนวคิดและขอบเขตตัวอย่าง

บทความใช้กรอบ DuPont และนิยามผลตอบแทนที่ระบุไว้ข้างต้น ตัวเลขเป็นกรณีสมมติต้นฉบับ คำนวณโดยใช้ค่าเฉลี่ยต้นงวดกับปลายงวดอย่างสอดคล้องกัน จึงไม่ควรนำไปเทียบกับรายงานที่ใช้กำไรหรือฐานคนละนิยามโดยไม่ปรับให้ตรงกันก่อน อ่านหัวข้อ DuPont เพิ่มเติมได้จาก CFA Institute: Financial Analysis Techniques

แชร์บทความ

FacebookX
# MBA
ภาพปกตอนที่ 5 การอ่านยอดหนี้ ดอกเบี้ย และตารางรับจ่ายเงินก่อนตัดสินใจกู้
ตอนที่ 5 หนี้เท่าไรถึงรับไหว แยก D/E ดอกเบี้ย และเงินที่ต้องจ่าย
หนี้ต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงได้แม้ยอดหนี้เพิ่ม ฝึกอ่านกำไร ดอกเบี้ย และวันครบกำหนดจากบริษัทสมมติ