ข้ามไปยังเนื้อหา
ภาพปกตอนที่ 2 อ่านกำไรแต่ละระดับจากยอดขายถึงต้นทุน

ตอนที่ 2 ยอดขายโตแล้วกำไรเหลือเท่าไร อ่าน Margin ให้ถึงต้นทุน

แยกกำไรแต่ละระดับ และมองผลของราคา ต้นทุน กับส่วนผสมรายได้
25 ตุลาคม ค.ศ. 2026 โดย

ยอดขายปีนี้เพิ่ม 25 ล้านบาท กำไรขั้นต้นเพิ่ม 8 ล้านบาท และกำไรสุทธิเพิ่ม 2 ล้านบาท ฟังดูเป็นปีที่โตขึ้นทุกบรรทัด แต่ถ้าเป็นคนอนุมัติรับงานชุดถัดไป คำถามที่ต้องตอบคือ “งานใหม่เหลือกำไรต่อยอดขายเท่าเดิมไหม”

บริษัทสมมติในซีรีส์นี้มีรายได้ 100 ล้านบาทในปีที่ 1 (Y1) และ 125 ล้านบาทในปีที่ 2 (Y2) กำไรขั้นต้นเพิ่มจาก 40 เป็น 48 ล้านบาท เมื่อหารด้วยยอดขายของแต่ละปี อัตรากำไรขั้นต้นกลับลดจาก 40% เป็น 38.40% บริษัทมีกำไรมากขึ้นเป็นเงินบาท แต่เหลือกำไรขั้นต้นน้อยลงต่อยอดขาย 100 บาท

การอ่าน margin จึงต้องดูทั้งจำนวนเงินและสัดส่วน จากนั้นค่อยไล่ไปถึงราคาขาย ต้นทุน และงานที่ขายเพิ่ม ตัวอย่างทั้งหมดต่อไปนี้เป็นบริษัทสมมติผู้ขายอุปกรณ์ รับวางระบบ และให้บริการดูแล ใช้งบรายปี 12 เดือน หน่วยล้านบาท ไม่ใช่เกณฑ์กำไรที่ธุรกิจ SI ควรทำให้ได้

กำไรแต่ละระดับหักค่าใช้จ่ายไม่เท่ากัน

กำไรขั้นต้นคือรายได้หักต้นทุนขาย ช่วยให้เห็นสิ่งที่เหลือหลังต้นทุนของสินค้าหรือบริการที่ส่งมอบ ส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยและภาษี หรือ EBIT ในตัวอย่างนี้ หักค่าใช้จ่ายดำเนินงานออกไปอีกชั้น จึงรวมผลของค่าใช้จ่ายสำนักงาน การขาย และค่าใช้จ่ายอื่นที่จัดไว้ในส่วนนี้ด้วย

กำไรสุทธิอยู่หลังดอกเบี้ยและภาษีแล้ว จึงได้รับผลจากวิธีจัดหาเงินด้วย บริษัทที่งานขายและส่งมอบเหมือนกันอาจมีกำไรสุทธิต่างกันเพราะภาระดอกเบี้ยต่างกัน อย่าใช้คำว่า margin โดยไม่บอกว่าหมายถึงกำไรระดับใด เพราะแต่ละระดับพาไปถามคนละเรื่อง

จากยอดขายถึงกำไรสุทธิของบริษัทสมมติ หน่วยล้านบาท
รายการปีที่ 1ปีที่ 2
รายได้100.00125.00
ต้นทุนขาย60.0077.00
กำไรขั้นต้น40.0048.00
ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน รวมค่าเสื่อมราคา25.0030.00
EBIT15.0018.00
ดอกเบี้ย2.002.50
กำไรก่อนภาษี13.0015.50
ภาษีตามสมมติฐานตัวอย่าง2.603.10
กำไรสุทธิ10.4012.40

ตัวอย่างสมมติอัตราภาษี 20% เพื่อให้ติดตามการคำนวณได้ง่าย ไม่ได้พิจารณาสิทธิประโยชน์หรือเงื่อนไขภาษีของกิจการใด และค่าเสื่อมราคา 5 ล้านบาทในปีที่ 1 กับ 6 ล้านบาทในปีที่ 2 รวมอยู่ในค่าใช้จ่ายดำเนินงานแล้ว ห้ามหักซ้ำเมื่อไล่จาก EBIT ไปยังกำไรสุทธิ

เปลี่ยนยอดขายให้เป็นฐาน 100 บาท

สูตรอัตรากำไรขั้นต้นคือกำไรขั้นต้นหารรายได้ แล้วคูณ 100 สำหรับปีที่ 2 จึงเป็น 48 ÷ 125 × 100 = 38.40% ส่วน EBIT margin เท่ากับ 18 ÷ 125 × 100 = 14.40% และ net margin เท่ากับ 12.4 ÷ 125 × 100 = 9.92%

อัตรากำไรขั้นต้น

48 ÷ 125 × 100

38.40%

ใช้กำไรขั้นต้นและรายได้ของปีเดียวกัน หน่วยเดียวกัน กำไรขั้นต้น 48 ล้านบาทบนรายได้ 125 ล้านบาทคิดเป็น 38.40 บาทต่อยอดขาย 100 บาท

เมื่อปรับงบเป็นฐานเดียวกันจะเห็นว่า ต้นทุนขายกินสัดส่วนเพิ่มจาก 60% เป็น 61.60% ขณะที่ค่าใช้จ่ายดำเนินงานลดสัดส่วนจาก 25% เหลือ 24% สัดส่วนค่าใช้จ่ายส่วนหลังที่ลดลงช่วยพยุงผลประกอบการไว้บางส่วน แต่ยังชดเชยกำไรขั้นต้นที่บางลงได้ไม่หมด EBIT margin จึงลดจาก 15% เหลือ 14.40%

กำไรเป็นเงินบาทกับอัตรากำไรอาจเดินคนละทิศได้ การรับงานที่ margin ต่ำกว่าเดิมอาจยังมีเหตุผล หากใช้กำลังส่งมอบที่เหลืออยู่และได้กำไรเพิ่มพอ แต่ต้องตรวจว่ามีต้นทุนใหม่ เงินทุนหมุนเวียน และความเสี่ยงใดตามมา ไม่ควรอนุมัติจากยอดขายเพิ่มเพียงบรรทัดเดียว
ยอดขายทุก 100 บาทเหลือกำไรเท่าไร เปอร์เซ็นต์คำนวณก่อนปัดเศษ
อัตรากำไรปีที่ 1ปีที่ 2เรื่องที่ต้องตรวจต่อ
กำไรขั้นต้นต่อรายได้40.00%38.40%ราคา ต้นทุนตรง และส่วนผสมรายได้
EBIT ต่อรายได้15.00%14.40%ค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่รองรับยอดขาย
กำไรสุทธิต่อรายได้10.40%9.92%ดอกเบี้ย ภาษี และรายการที่รวมในกำไรสุทธิ

ทุกรายได้ 100 บาท แบ่งไปที่ต้นทุนและกำไรเท่าไร

ร้อยละของรายได้ หรือบาทต่อรายได้ 100 บาท

สเกลกรอบนี้: 0 ถึง 100%

ต้นทุนขาย

ปีที่ 160.00%
ปีที่ 261.60%

ค่าใช้จ่ายดำเนินงานรวมค่าเสื่อม

ปีที่ 125.00%
ปีที่ 224.00%

ดอกเบี้ย

ปีที่ 12.00%
ปีที่ 22.00%

ภาษีตามข้อสมมติ

ปีที่ 12.60%
ปีที่ 22.48%

กำไรสุทธิที่เหลือ

ปีที่ 110.40%
ปีที่ 29.92%
ตัวอย่างสมมติ งวดละ 12 เดือน แต่ละปีรวม 5 ส่วนได้ 100% ค่าเสื่อมรวมในค่าใช้จ่ายดำเนินงานแล้ว กำไรสุทธิเป็นส่วนที่เหลือหลังค่าใช้จ่าย ไม่ใช่ต้นทุนเพิ่มอีกประเภท

แยกรายได้ก่อนหาสาเหตุของ margin รวม

บริษัทตัวอย่างไม่ได้ขายสิ่งเดียว อุปกรณ์ใช้ต้นทุนซื้อสินค้า งานวางระบบใช้ทีมส่งมอบและผู้รับเหมาช่วง ส่วนงานดูแลมีรายได้และต้นทุนตามบริการที่ตกลงไว้ การหารกำไรขั้นต้นรวมด้วยยอดขายรวมทำได้ แต่ถ้าต้องการแก้ปัญหาต้องแยกให้เห็นว่าแต่ละสายเปลี่ยนอย่างไร

รายได้และต้นทุนแยกสายธุรกิจสมมติ หน่วยล้านบาท ยกเว้นอัตรากำไร
สายรายได้รายได้ปี 1ต้นทุนปี 1Margin ปี 1รายได้ปี 2ต้นทุนปี 2Margin ปี 2
อุปกรณ์60.0040.0033.33%75.0048.0036.00%
วางระบบ30.0016.0046.67%40.0024.0040.00%
บริการดูแล10.004.0060.00%10.005.0050.00%
รวม100.0060.0040.00%125.0077.0038.40%

สายอุปกรณ์มี margin ดีขึ้นจาก 33.33% เป็น 36% แต่ margin รวมกลับลด เพราะงานวางระบบและบริการดูแลเหลือสัดส่วนกำไรต่ำลง ขณะเดียวกันส่วนแบ่งรายได้บริการดูแลลดจาก 10% เหลือ 8% การอ่านเฉพาะบรรทัดอุปกรณ์จึงอธิบายทั้งบริษัทไม่ได้

margin รวมเป็นค่าเฉลี่ยที่ถ่วงด้วยยอดขาย ไม่ใช่เอาเปอร์เซ็นต์ของทุกสายมาบวกแล้วหารด้วยจำนวนสายธุรกิจ หากดูปีที่ 2 ต้องใช้กำไรขั้นต้นรวม 27 + 16 + 5 = 48 ล้านบาท หารรายได้รวม 125 ล้านบาท หรือถ่วง margin ของแต่ละสายด้วยสัดส่วนรายได้ของสายนั้น ผลจึงตรงกับงบรวม

อุปกรณ์60% ของรายได้ปีที่ 1
อุปกรณ์60% ของรายได้ปีที่ 2
บริการดูแล10% และ 8%
สัดส่วนอุปกรณ์คงเดิม แต่รายได้งานดูแลที่มี margin สูงกว่าสายอื่นลดน้ำหนักลง อ่านผลของส่วนผสมควบคู่กับ margin ของแต่ละสาย

จาก margin ที่ลดลงไปสู่คำถามเรื่องต้นทุน

ตัวเลขบอกตำแหน่งให้ตรวจ แต่ยังไม่บอกสาเหตุ งานวางระบบที่ margin ลดอาจมาจากส่วนลดราคาขาย ชั่วโมงทำงานเกินประมาณการ ผู้รับเหมาคิดแพงขึ้น หรือรับงานชนิดใหม่ที่ต้องเรียนรู้ ต้องเปิดงบประมาณเทียบต้นทุนจริงของแต่ละโครงการจึงจะเลือกคำอธิบายได้

ควรแยกต้นทุนที่เพิ่มเพราะขายมากขึ้นออกจากต้นทุนต่อหน่วยที่เปลี่ยน และตรวจว่ามีงานแก้ งานรับประกัน หรือการเปลี่ยนขอบเขตที่ไม่ได้คิดเงินหรือไม่ ถ้าราคาต่อหน่วยเท่าเดิมแต่ชั่วโมงส่งมอบต่อโครงการเพิ่ม การแก้ด้วยการขึ้นราคาสินค้าทุกตัวอาจไม่ตรงกับต้นเหตุ

ในโรงงาน หลักเดียวกันใช้กับชนิดสินค้าที่ขาย ราคาวัตถุดิบ ผลได้จากการผลิต และของเสีย อัตรากำไรโดยรวมที่ลดลงอาจเกิดจากขายสินค้ากำไรต่ำในสัดส่วนมากขึ้น แม้ต้นทุนของสินค้าแต่ละตัวไม่ได้แย่ลง ต้องอ่านระดับสินค้าและสายการผลิตประกอบกัน

ข้อมูลเพียงสองปีในกรณีสมมตินี้ยังไม่พอพิสูจน์ว่าทีมส่งมอบทำงานช้าลงหรือฝ่ายซื้อซื้อแพงขึ้น บทสรุปที่พูดได้คือ margin ของสายวางระบบและดูแลลดลง ส่วนคำอธิบายต้องทดสอบกับเอกสารจริง

จัดต้นทุนให้เทียบกันได้ก่อนตั้งเป้า

ผู้ขายซอฟต์แวร์อาจมีค่าลิขสิทธิ์ที่ซื้อมาเพื่อขายต่อ ค่าบริการคลาวด์ที่รองรับลูกค้า ค่าแรงทีมติดตั้ง และทีมสนับสนุน บางกิจการจัดต้นทุนเหล่านี้ต่างกันตามลักษณะสัญญาและนโยบายบัญชี การเปลี่ยนที่อยู่ของต้นทุนระหว่างต้นทุนขายกับค่าใช้จ่ายดำเนินงานทำให้ gross margin เปลี่ยนได้ แม้กำไรจากการดำเนินงานรวมไม่เปลี่ยน

ก่อนเทียบกับปีก่อนหรือคู่แข่งจึงควรถามว่า รวมต้นทุนส่งมอบอะไรไว้บ้าง ใช้หลักปันส่วนเดียวกันหรือไม่ และมีรายการที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวอยู่ตรงไหน หากปรับตัวเลขเพื่อวิเคราะห์ ต้องแสดงทั้งค่าตามงบกับค่าที่ปรับและเหตุผล ไม่ควรตัดรายการที่ไม่ชอบออกแล้วเรียกว่า “กำไรปกติ” โดยไม่มีเกณฑ์

สำหรับ Odoo Partner ประเด็นนี้เริ่มตั้งแต่การตกลงรหัสสินค้า บัญชีต้นทุน และรายการวิเคราะห์ตามโครงการ รวมถึงวิธีบันทึกเวลาของทีม ถ้าบันทึกชั่วโมงเฉพาะงานที่เรียกเก็บเงินได้ แต่ไม่เก็บงานแก้หรือเวลารอข้อมูล รายงานต้นทุนอาจดูดีเพราะข้อมูลบางส่วนหายไป การออกแบบข้อมูลต้องทำให้เจ้าของงานตรวจความครบถ้วนได้ด้วย

ภาพประกอบการตรวจงบการเงินและเอกสารต้นทางเพื่อวิเคราะห์ต้นทุนและกำไร
รายงาน margin ควรย้อนกลับไปถึงวิธีจัดต้นทุนและหลักฐานของงาน ภาพประกอบแนวคิด ไม่ใช่หน้าจอรายงานหรือผลลัพธ์จากระบบจริง

กำไรจากการดำเนินงานหลังภาษีใช้ตอบอีกคำถาม

เมื่อจะประเมินผลตอบแทนจากเงินทุนดำเนินงาน เราจะพบคำว่า NOPAT หรือกำไรจากการดำเนินงานหลังภาษี ในกรณีง่ายนี้คำนวณจาก EBIT คูณ (1 − อัตราภาษีสมมติ) ปีที่ 2 จึงได้ 18 × 80% = 14.4 ล้านบาท และ NOPAT margin เท่ากับ 11.52%

NOPAT ไม่ใช่กำไรสุทธิ 12.4 ล้านบาท เพราะยังไม่หักต้นทุนจัดหาเงินหลังภาษีตามกรอบนี้ ส่วนกิจการจริงต้องจัดประเภทรายการดำเนินงานและภาษีให้ตรงกัน อัตราภาษีตามงบสุทธิอาจใช้แทนภาษีของงานดำเนินงานตรง ๆ ไม่ได้ เรื่องนี้จะกลับมาใช้ในตอน RNOA

EBIT ก็ไม่ใช่เงินสดรับจากการดำเนินงาน เพราะยังมีค่าเสื่อมราคาและผลต่างเวลารับจ่าย ในบริษัทตัวอย่าง EBIT เพิ่มเป็น 18 ล้านบาท แต่ CFO ลดเหลือ 11.4 ล้านบาท การอ่านกำไรให้ครบจึงต้องกลับไปหางบกระแสเงินสดด้วย

ทบทวนกำไรแล้วระบุว่าจะตรวจงานส่วนใดต่อ

ถ้าเป็นการประชุมรับโครงการใหม่ ให้นำรายได้และต้นทุนคาดการณ์ไปเทียบกับโครงการประเภทเดียวกัน ระบุชั่วโมงส่งมอบ ผู้รับเหมาช่วง งานรับประกัน และเงื่อนไขเปลี่ยนขอบเขตให้เห็น หาก margin ต่ำกว่าที่เคยทำ ต้องบอกให้ได้ว่าแลกกับอะไรและใครรับความเสี่ยงนั้น

ถ้าเป็นการทบทวนผลจริง ให้เลือกสายรายได้ที่เปลี่ยนมากที่สุดหนึ่งสาย แล้วเปิดรายงานต้นทุนควบคู่กับรายการงานที่ยังไม่วางบิล คำถามถัดจาก “เหลือกำไรเท่าไร” คือ “กำไรนั้นเปลี่ยนเป็นเงินเมื่อไร” ตอนต่อไปจะตามเงินผ่านลูกหนี้ สต็อก และเจ้าหนี้ โดยระวังไม่จับคู่ยอดของงานบริการกับต้นทุนสินค้าคนละขอบเขต

กรอบการอ่านกำไรและสัดส่วนงบศึกษาเพิ่มเติมได้จาก CFA Institute, Financial Analysis Techniques ตารางและการคำนวณในบทความเป็นตัวอย่างสมมติที่สร้างขึ้นสำหรับซีรีส์นี้ ไม่ได้อ้างว่าเป็นตัวเลขอุตสาหกรรมหรือผลจากระบบ Odoo ที่ติดตั้งแล้ว

แชร์บทความ

FacebookX
# MBA
ภาพปกตอนที่ 1 การเริ่มอ่านอัตราส่วนการเงินจากคำถามทางธุรกิจ
ตอนที่ 1 อัตราส่วนการเงินบอกอะไร เริ่มจากคำถามก่อนเลือกสูตร
วางคำถามให้ชัด อ่านงบสามชุด และเลือกฐานเปรียบเทียบให้ตรงกัน