ในงบสิ้นปีมีสินทรัพย์หมุนเวียน 51 ล้านบาทและหนี้สินหมุนเวียน 33 ล้านบาท คิดเป็น Current Ratio ประมาณ 1.55 เท่า ถ้าเจ้าหนี้โทรมาถามวันจ่ายวันนี้ ตัวเลขนี้ยังตอบแทนวันที่เงินจะเข้าบัญชีไม่ได้
สินทรัพย์หมุนเวียนรวมเงินสด ลูกหนี้ สต็อก และรายการที่ต้องใช้เวลาหรือผ่านเงื่อนไขก่อนเปลี่ยนเป็นเงิน หนี้สินหมุนเวียนก็มีวันครบกำหนดและวิธีชำระต่างกัน บริษัทอาจมีสินทรัพย์มากกว่าหนี้ในงบ แต่เงินจากลูกค้าเข้าหลังวันที่ต้องจ่ายเงินเดือน
การอ่านสภาพคล่องจึงต้องดูยอดคงเหลือคู่กับวันรับจ่ายและเงินสดจากการดำเนินงาน ตอนนี้จะใช้บริษัทสมมติผู้ขายอุปกรณ์และรับวางระบบชุดเดิม หน่วยล้านบาท เปรียบเทียบปีที่ 1 (Y1) กับปีที่ 2 (Y2) ครอบคลุมปีละ 12 เดือน เพื่อเห็นว่าตัวชี้วัดหลายตัวให้ข้อมูลต่างกันอย่างไร ตัวเลขไม่ใช่เกณฑ์อนุมัติเครดิตหรือผลประกอบการของบริษัทจริง
Current Ratio เป็นภาพ ณ วันหนึ่ง
Current Ratio คำนวณจากสินทรัพย์หมุนเวียนหารหนี้สินหมุนเวียน ปีที่ 1 บริษัทมีสินทรัพย์หมุนเวียน 37 ล้านบาทและหนี้สินหมุนเวียน 27 ล้านบาท จึงได้ 1.37 เท่า ปีที่ 2 เพิ่มเป็น 51 ÷ 33 = 1.55 เท่าโดยประมาณ
สินทรัพย์หมุนเวียนปีที่ 2 ประกอบด้วยเงินสด 6 ล้านบาท ลูกหนี้ 22 ล้านบาท สต็อกอุปกรณ์ 13 ล้านบาท สินทรัพย์ตามสัญญา 9 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า 1 ล้านบาท การรวมเป็นยอดเดียวช่วยให้เห็นขนาด แต่ซ่อนว่ารายการใดใช้จ่ายได้ทันทีและรายการใดต้องทำงานต่อ
| รายการ | ปีที่ 1 | ปีที่ 2 |
|---|---|---|
| เงินสด | 4.00 | 6.00 |
| ลูกหนี้การค้า | 16.00 | 22.00 |
| สต็อกอุปกรณ์ | 10.00 | 13.00 |
| สินทรัพย์ตามสัญญา | 6.00 | 9.00 |
| ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า | 1.00 | 1.00 |
| สินทรัพย์หมุนเวียนรวม | 37.00 | 51.00 |
| หนี้สินหมุนเวียนรวม | 27.00 | 33.00 |
| Current Ratio | 1.37 เท่า | 1.55 เท่า |
หนี้สินหมุนเวียนปีที่ 2 รวมเจ้าหนี้อุปกรณ์ 11 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายดำเนินงานค้างจ่าย 5 ล้านบาท เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า 9 ล้านบาท และหนี้ที่มีดอกเบี้ยส่วนที่ถึงกำหนดในระยะสั้น 8 ล้านบาท เงินรับล่วงหน้าบางส่วนเป็นภาระส่งมอบสินค้าและบริการ จึงไม่ได้หมายถึงต้องคืนเงินสดทั้ง 9 ล้านบาทในวันเดียว แต่ยังมีต้นทุนและภาระตามสัญญาที่ต้องรองรับ
ตัวเลขเกิน 1 เท่าไม่ได้รับรองว่าจ่ายทันทุกวัน ต้องดูคุณภาพสินทรัพย์ วันเปลี่ยนเป็นเงิน และวันครบกำหนดของภาระจริง หากยอดปลายปีต่างจากช่วงอื่นมาก ควรดูแนวโน้มระหว่างปีด้วย ไม่ใช่ใช้วันปิดงบแทนทั้งปี
Quick Ratio ลดรายการที่ต้องรอออกบางส่วน
ในบทความนี้กำหนด Quick Ratio เป็นเงินสดบวกลูกหนี้การค้าที่เป็นสิทธิรับเงินโดยไม่มีเงื่อนไขอื่นนอกจากเวลาผ่านไป แล้วหารหนี้สินหมุนเวียน จึงไม่รวมสต็อก ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า และสินทรัพย์ตามสัญญา คำนิยามในแหล่งอื่นอาจมีรายการต่างกัน ควรเขียนองค์ประกอบไว้ในรายงานทุกครั้ง
ปีที่ 1 ได้ (4 + 16) ÷ 27 = 0.74 เท่า ปีที่ 2 ได้ (6 + 22) ÷ 33 = 0.85 เท่าโดยประมาณ อัตรานี้สูงขึ้นพร้อม Current Ratio แต่ยังมีลูกหนี้ที่ต้องรอรับเงินอยู่ จึงไม่เท่ากับเงินสดที่ใช้ได้ทันที
Quick Ratio ปีที่ 2 ตามนิยามบทความนี้
(เงินสด 6 + ลูกหนี้ 22) ÷ 330.85 เท่า
ไม่ควรรีบสรุปจาก Quick Ratio ต่ำกว่า 1 ว่าบริษัทมีปัญหาแน่นอน ธุรกิจที่รับเงินก่อนจ่ายสินค้ากับธุรกิจที่ส่งมอบแล้วรอเก็บเงินมีจังหวะต่างกัน ในอีกด้าน ลูกหนี้ที่ดูเหมือนสภาพคล่องดีอาจมีข้อโต้แย้งจนยังรับเงินไม่ได้ ต้องอ่านเงื่อนไขและรายงานอายุหนี้ ไม่ใช่เปลี่ยนสูตรแล้วถือว่ารู้คำตอบครบ
หากต้องการดูเฉพาะเงินสด ใช้ Cash Ratio เท่ากับเงินสดหารหนี้สินหมุนเวียน ปีที่ 1 ได้ 4 ÷ 27 หรือประมาณ 0.15 เท่า ปีที่ 2 ได้ 6 ÷ 33 หรือประมาณ 0.18 เท่า เป็นมุมที่แคบกว่า Quick Ratio เพราะยังไม่รวมเงินที่รอจากลูกหนี้ แต่ก็ไม่รับรองว่าเงินสดทั้งหมดพร้อมนำไปจ่ายหนี้ได้ทันที ในแบบจำลองนี้สมมติให้กันเงินสดเพื่อดำเนินงาน 2 ล้านบาทไว้สำหรับการวิเคราะห์ เงินส่วนนี้ไม่ได้มีข้อจำกัดทางกฎหมายและไม่ใช่เงินสำรองขั้นต่ำที่ทุกบริษัทต้องมี กิจการจริงต้องตรวจภาระจ่ายและเงื่อนไขใช้เงินของตนเอง
เงินสดจากการดำเนินงานเล่าคนละเรื่องกับกำไร
เงินสดจากการดำเนินงานหรือ CFO แสดงกระแสเงินสดที่จัดเป็นกิจกรรมดำเนินงานในงวดนั้น กำไรสุทธิของบริษัทตัวอย่างเพิ่มจาก 10.4 เป็น 12.4 ล้านบาท แต่ CFO ลดจาก 12.4 เหลือ 11.4 ล้านบาท การไล่จากกำไรไปหาเงินสดจะทำให้เห็นว่าผลต่างอยู่ตรงไหน
ค่าเสื่อมราคาเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จ่ายเงินในงวดที่รับรู้ จึงบวกกลับในวิธีทางอ้อม ส่วนลูกหนี้ สต็อก และสินทรัพย์ตามสัญญาที่เพิ่มขึ้นเป็นรายการที่ใช้เงินหรือยังไม่เปลี่ยนเป็นเงินสด ในทางกลับกัน เจ้าหนี้ ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย และเงินรับล่วงหน้าที่เพิ่มขึ้นช่วยรองรับเงินสดบางส่วน
| รายการปรับกระแสเงินสด | ปีที่ 1 | ปีที่ 2 |
|---|---|---|
| กำไรสุทธิ | 10.40 | 12.40 |
| บวกค่าเสื่อมราคา | 5.00 | 6.00 |
| ลูกหนี้เพิ่ม | −4.00 | −6.00 |
| สต็อกเพิ่ม | −2.00 | −3.00 |
| สินทรัพย์ตามสัญญาเพิ่ม | −2.00 | −3.00 |
| เจ้าหนี้อุปกรณ์เพิ่ม | 2.00 | 2.00 |
| ค่าใช้จ่ายค้างจ่ายเพิ่ม | 1.00 | 1.00 |
| เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้าเพิ่ม | 2.00 | 2.00 |
| CFO | 12.40 | 11.40 |
ปีที่ 2 กำไรสุทธิ 12.4 ล้านบาทบวกค่าเสื่อมราคา 6 ล้านบาท รวมเป็น 18.4 ล้านบาท จากนั้นผลสุทธิของยอดดำเนินงานที่เปลี่ยนไปดึงเงิน 7 ล้านบาทออกจากยอดนี้ จึงเหลือ CFO 11.4 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้าไม่เปลี่ยนจึงไม่มีผลปรับในตาราง
จากกำไรไปหาเงินสด ปีที่ 2
12.40 + 6.00 − 7.00CFO 11.40 ล้านบาท
กรณีนี้สมมติให้เงินสดจ่ายดอกเบี้ยและภาษีอยู่ใน CFO ไม่มีผลต่างเวลาชำระค้างอยู่ การอ่านงบจริงต้องดูนโยบายจัดประเภทและรายการที่กิจการมี ไม่ควรคัดลอกตารางย่อนี้ไปแทนงบกระแสเงินสดของทุกกิจการ
CFO เป็นบวกก็ยังต้องดูเงินลงทุนและการจัดหาเงิน
CFO ปีที่ 2 เป็นบวก 11.4 ล้านบาท แต่บริษัทใช้เงินลงทุนซื้อสินทรัพย์ 9 ล้านบาท กู้สุทธิเพิ่ม 4 ล้านบาท และจ่ายเงินปันผล 4.4 ล้านบาท เงินสดจึงเพิ่มสุทธิ 2 ล้านบาท จาก 4 เป็น 6 ล้านบาท การเห็นเงินสดปลายปีเพิ่มจึงต้องอ่านรายการทั้งหมดที่ทำให้เพิ่ม
| รายการ | ปีที่ 1 | ปีที่ 2 |
|---|---|---|
| เงินสดต้นปี | 5.00 | 4.00 |
| เงินสดจากการดำเนินงาน | 12.40 | 11.40 |
| ลงทุนซื้อสินทรัพย์ | −7.00 | −9.00 |
| เงินกู้เพิ่มสุทธิ | 3.00 | 4.00 |
| เงินปันผล | −9.40 | −4.40 |
| เงินสดปลายปี | 4.00 | 6.00 |
เงินกู้เพิ่มสุทธิ 4 ล้านบาทไม่ได้บอกว่าระหว่างปีไม่มีการคืนหนี้ อาจมีทั้งเบิกและชำระ แต่แบบจำลองนี้มีข้อมูลเพียงยอดสุทธิ จึงยังใช้ตัดสินภาระชำระหนี้รายงวดไม่ได้ ต้องมีตารางต้นเงินและดอกเบี้ยจริงก่อน
เงินลงทุนก็ต้องแยกว่าใช้รักษากำลังเดิมหรือสร้างรายได้ในอนาคต ส่วนเงินปันผลเป็นการตัดสินใจใช้เงินอีกด้านหนึ่ง CFO ที่ชะลอไม่ได้แปลว่าห้ามลงทุน แต่ทำให้ต้องมองแหล่งเงินและช่วงเวลาของภาระให้รอบคอบขึ้น
ใช้อัตรากระแสเงินสดเป็นสัญญาณให้เปิดรายละเอียด
CFO หารกำไรสุทธิของบริษัทเท่ากับ 1.19 เท่าในปีที่ 1 และ 0.92 เท่าในปีที่ 2 แสดงว่าเงินสดจากการดำเนินงานเทียบกับกำไรลดลงในช่วงนี้ แต่ค่าไม่ถึง 1 ปีเดียวไม่ได้พิสูจน์ว่ากำไรไม่น่าเชื่อถือ อาจมาจากการเติบโตที่ต้องให้เครดิต การเตรียมสต็อก หรือจังหวะเรียกเก็บ ต้องตรวจหลายงวดและเหตุของยอดที่เปลี่ยน
อีกมุมหนึ่งคือ CFO ทั้งปีหารหนี้สินหมุนเวียนเฉลี่ย ปีที่ 1 หนี้สินหมุนเวียนเฉลี่ยเท่ากับ (21 + 27) ÷ 2 = 24 ล้านบาท จึงได้ประมาณ 0.52 เท่า ปีที่ 2 ใช้ค่าเฉลี่ย (27 + 33) ÷ 2 = 30 ล้านบาท ได้ 11.4 ÷ 30 = 0.38 เท่า ตัวชี้วัดนี้ลดลงทั้งที่ Current Ratio เพิ่มขึ้น เพราะกำลังดูคนละความสัมพันธ์
อัตราส่วนที่ดีขึ้นบางตัวอยู่ร่วมกับแรงกดดันเงินสดที่เพิ่มขึ้นได้ ในกรณีนี้ควรตามลูกหนี้และงานที่ยังมีเงื่อนไขรับเงิน พร้อมตรวจภาระจ่ายที่โตขึ้น ไม่ควรใช้ Current Ratio 1.55 เท่าเพียงค่าเดียวรับรองสภาพคล่องทั้งปีสัดส่วนสินทรัพย์ดีขึ้น แต่เงินจากงานต่อภาระเฉลี่ยลดลง
ภาพ ณ วันสิ้นปี หน่วยเท่า
สเกลกรอบนี้: 0 ถึง 2 เท่า
ใช้สินทรัพย์ตามนิยามหารหนี้สินหมุนเวียน ณ วันสิ้นปีเดียวกัน
Current Ratio
Quick Ratio ตามนิยามบทความ
Cash Ratio
เงินสดตลอดปีเทียบยอดหนี้เฉลี่ย หน่วยเท่า
สเกลกรอบนี้: 0 ถึง 1 เท่า
เป็นกระแสเงินสดทั้งปีหารหนี้สินหมุนเวียนเฉลี่ย คนละฐานกับกรอบบน และใช้สเกลแยกกัน
CFO ÷ หนี้สินหมุนเวียนเฉลี่ย
แผนรับจ่ายต้องแยกสิ่งที่แน่นอนกับสิ่งที่ยังรอ
ก่อนอนุมัติจ่ายก้อนใหญ่ ให้จัดวันรับเงินจากลูกค้าตามหลักฐานที่มี เช่น วันครบกำหนด รายการที่ลูกค้ายืนยันจ่าย และเงื่อนไขที่ยังไม่ผ่าน จากนั้นวางวันจ่ายเงินเดือน คู่ค้า ภาษี เงินกู้ และเงินลงทุนไว้ในช่วงเดียวกัน ควรแยกเงินรับที่ยืนยันแล้วกับเงินรับที่ยังเป็นความคาดหวัง
สำหรับงาน SI รายการรอตรวจรับอาจต้องให้ผู้จัดการโครงการแก้ ไม่ใช่ให้ฝ่ายบัญชีตามหนี้อย่างเดียว สำหรับโรงงาน สต็อกบางส่วนอาจขายได้ช้าแต่จำเป็นต่อการผลิต จึงต้องคุยกับทีมผลิตและจัดซื้อก่อนลดของ หากลูกหนี้ใหญ่เลื่อนจ่าย ควรเห็นว่าช่วงใดจะได้รับผลและมีทางเลือกใดตามสัญญาที่ทำไว้
เมื่อใช้ Odoo หรือระบบ ERP ควรเชื่อมรายงานอายุหนี้ วันครบกำหนด ใบสั่งซื้อ และแผนโครงการให้ผู้รับผิดชอบตรวจความเปลี่ยนแปลงได้ การทำประมาณการรับจ่ายเป็นอีกงานหนึ่งที่ต้องกำหนดสมมติฐานและทบทวน ไม่ควรนำรายงานบัญชีที่บันทึกแล้วไปเรียกว่าแผนเงินสดในอนาคตโดยไม่ปรับ
ก่อนรับรองว่าเงินพอ ให้ระบุวันและเงื่อนไข
ประโยคว่า “สภาพคล่องดี” ควรตามด้วยช่วงเวลาที่ประเมิน รายการรับที่เชื่อถือได้ และภาระที่รวมอยู่ หากยังรอลูกค้ายืนยันจ่ายหรือยังไม่มีตารางคืนหนี้ ให้เขียนเงื่อนไขนั้นไว้ แทนการเติมความแน่นอนจากอัตราส่วน
ลองเลือกภาระจ่ายก้อนถัดไปของกิจการ แล้วระบุว่าเงินส่วนใดจะมารองรับในวันไหน ใครยืนยันข้อมูลนั้น และถ้าเลื่อนรับจะต้องตัดสินใจเรื่องใด การตอบให้ถึงวันจริงมีประโยชน์กว่าการเถียงว่า Current Ratio ควรเป็น 1.5 หรือ 2 เท่าโดยไม่รู้จังหวะธุรกิจ ตอนต่อไปจะพิจารณาหนี้ที่มีดอกเบี้ยและความสามารถรองรับดอกเบี้ยโดยแยกจากหนี้ดำเนินงานให้ชัด
แนวคิดอัตราส่วนสภาพคล่องอ่านเพิ่มเติมได้จาก CFA Institute, Financial Analysis Techniques ส่วนความต่างระหว่างกำไรกับกระแสเงินสดและกิจกรรมแต่ละประเภทดูได้จาก IFRS Foundation, IAS 7 การคำนวณและแผนติดตามในบทความเป็นกรณีสมมติ ไม่ใช่ข้อสรุปเกี่ยวกับสภาพคล่องของกิจการใด