ภาพประกอบในบทความสร้างด้วย AI สำหรับกรณีศึกษาสมมติ
บริษัทสมมติในภาคนี้กลับมามีกำไรสุทธิ 1.52 ล้านบาท แต่ช่วงเดียวกันใช้เงินสดจากการดำเนินงานมากกว่าที่รับเข้า 480,000 บาท และเงินกู้ธนาคารคงเหลือ 6.20 ล้านบาท ผมจะเชื่อมสามเรื่องนี้ก่อนประเมินมูลค่า กำไรที่ฟื้นไม่ได้ทำให้ลูกหนี้กลายเป็นเงินสดหรือทำให้เงื่อนไขกู้ยืมหายไป
บริษัท ตัวเลข และช่วง A/B ในภาคนี้สร้างขึ้นเป็นกรณีสมมติเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่งบหรือประวัติของกิจการใด รายได้สมาชิกปีละ 1 ล้านบาทเป็นโจทย์ตั้งต้น ไม่ได้รับประกันการต่ออายุหรือเงินสดในอนาคต จำนวนเงินไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เว้นแต่ระบุเป็นอย่างอื่น
ตอนนี้ต่อจากรูปแบบธุรกิจ สิทธิในซอฟต์แวร์ และต้นทุนรายได้สมาชิกในสามตอนก่อนหน้า ประเมินกิจการที่ดำเนินงานต่อ ณ ปลายช่วง B สมมติ โดยใช้กระแสเงินสดหลังภาษีในเงินบาทตัวเงินที่รวมผลราคาตามสมมติฐาน (nominal THB) ณ ปลายปี และอัตราคิดลดที่สอดคล้องกัน ช่วง A/B เป็นข้อมูลที่สร้างขึ้นใหม่ ไม่ใช่ปีปฏิทินหรือประวัติของกิจการใด
เชื่อมปลายช่วง A ไปยังปลายช่วง B
ตารางกำไรขาดทุนในตอนที่ 1 แสดงช่วง A ขาดทุนสุทธิ 3.60 ล้านบาท และช่วง B กำไรสุทธิ 1.52 ล้านบาท ตารางต่อไปแสดงฐานะการเงินปลายสองช่วงที่ต่อกัน ไม่ได้มีงบต้นช่วง A หรือกระแสเงินสดของช่วง A จึงยังบอกไม่ได้ว่าเงินสดปลาย A มาจากกิจกรรมใด สำหรับช่วง B เราจึงค่อยเชื่อมจากยอดปลาย A ไปหายอดปลาย B
| รายการ | ปลาย A | ปลาย B |
|---|---|---|
| เงินสด | 8,200,000 | 6,200,000 |
| ลูกหนี้การค้า | 1,500,000 | 4,000,000 |
| เงินจ่ายล่วงหน้าให้ผู้ขาย | 1,500,000 | 2,000,000 |
| อุปกรณ์สุทธิ | 2,600,000 | 2,000,000 |
| เงินประกันดำเนินงานระยะยาว | 800,000 | 1,000,000 |
| สินทรัพย์รวม | 14,600,000 | 15,200,000 |
| เจ้าหนี้ดำเนินงาน | 1,800,000 | 2,000,000 |
| ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย | 500,000 | 500,000 |
| เงินรับล่วงหน้าโครงการ | 1,000,000 | 1,000,000 |
| ประมาณการหนี้สินรับประกันงานระยะยาว | 500,000 | 500,000 |
| เงินกู้ธนาคารส่วนหมุนเวียน | 1,820,000 | 1,700,000 |
| เงินกู้ธนาคารส่วนไม่หมุนเวียน | 5,500,000 | 4,500,000 |
| หนี้สินรวม | 11,120,000 | 10,200,000 |
| ส่วนของผู้ถือหุ้น | 3,480,000 | 5,000,000 |
| หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้นรวม | 14,600,000 | 15,200,000 |
อุปกรณ์สุทธิปลาย B เท่ากับ 2 ล้านบาท จากยอดยกมา 2.60 ล้านบาท บวกลงทุนอุปกรณ์ 200,000 บาทแล้วหักค่าเสื่อม 800,000 บาท ยอดสินทรัพย์สุทธิลดลงจึงไม่ได้แปลว่าบริษัทไม่มีการลงทุน ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มจาก 3.48 ล้านบาทด้วยกำไรสุทธิ 1.52 ล้านบาทเป็น 5 ล้านบาท โดยสมมติไม่มีเงินปันผลหรือเพิ่มทุนในช่วง B งานวิจัยและบำรุงรักษาที่เป็นค่าใช้จ่ายยังไม่ถูกนำมาตั้งเป็น IP เพิ่มเพื่อดันยอดสินทรัพย์
| รายการ | เงินสดเพิ่มหรือลด | ความเชื่อมโยง |
|---|---|---|
| กำไรสุทธิ | 1,520,000 | เริ่มวิธีทางอ้อม |
| บวกค่าเสื่อม | 800,000 | อยู่ในค่าใช้จ่ายดำเนินงานแล้ว |
| ลูกหนี้เพิ่ม | −2,500,000 | 4,000,000 − 1,500,000 |
| เงินจ่ายล่วงหน้าให้ผู้ขายเพิ่ม | −500,000 | 2,000,000 − 1,500,000 |
| เจ้าหนี้ดำเนินงานเพิ่ม | 200,000 | 2,000,000 − 1,800,000 |
| ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย เงินรับล่วงหน้าโครงการ และภาระรับประกัน | 0 | ยอดคงเหลือสมมติไม่เปลี่ยน |
| เงินสดจากดำเนินงาน (CFO) | −480,000 | 1,520,000 + 800,000 − 2,500,000 − 500,000 + 200,000 |
| ลงทุนอุปกรณ์ | −200,000 | กิจกรรมลงทุนในแบบจำลอง |
| วางเงินประกันดำเนินงานเพิ่ม | −200,000 | จัดไว้ในกิจกรรมลงทุนในตารางวิเคราะห์นี้ |
| เงินสดกิจกรรมลงทุนรวม | −400,000 | ไม่อนุมานจากการลดลงของอุปกรณ์สุทธิเพียงอย่างเดียว |
| เงินต้นกู้ธนาคารลดลงสุทธิ | −1,120,000 | 7,320,000 − 6,200,000; ไม่มีปันผลหรือเพิ่มทุน |
| เงินสดเปลี่ยนสุทธิ | −2,000,000 | −480,000 − 400,000 − 1,120,000 |
| เงินสดปลาย B | 6,200,000 | ยกมา 8,200,000 − ลดลง 2,000,000 |

เงินสด ลูกหนี้ และหนี้สินรวมต้องอ่านแยกกัน
ปลาย B สินทรัพย์หมุนเวียน 12.20 ล้านบาทประกอบด้วยเงินสด 6.20 ล้านบาท ลูกหนี้ 4 ล้านบาท และเงินจ่ายล่วงหน้าให้ผู้ขาย 2 ล้านบาท ถ้านำสินทรัพย์หมุนเวียนลบลูกหนี้จะได้ 8.20 ล้านบาท แต่ยอดนั้นยังรวมเงินจ่ายล่วงหน้าอยู่ จึงใช้แทนเงินสดไม่ได้ ส่วนหนี้สินรวม 10.20 ล้านบาทมีหนี้ธนาคารเพียง 6.20 ล้านบาท ที่เหลือเป็นภาระดำเนินงานตามตาราง
มองจากเงินรับจ่ายใน B แบบจำลองมีเงินรับจากลูกค้า 14.30 ล้านบาท จ่ายต้นทุนและค่าใช้จ่ายก่อนดอกเบี้ยกับภาษี 13.60 ล้านบาท จ่ายดอกเบี้ย 800,000 บาทและภาษี 380,000 บาท จึงเหลือ CFO −480,000 บาท ค่าใช้จ่ายก่อนค่าเสื่อมตามบัญชีกับเงินที่จ่ายจริงต่างกันเพราะลูกหนี้ เงินจ่ายล่วงหน้า เจ้าหนี้ และยอดค้าง ไม่ควรเดาเงินสดจากกำไรอย่างเดียว [IAS 7]
จากกำไรและเงินสด ไปสู่ FCFF โดยไม่หักต้นทุนซ้ำ
FCFF คือกระแสเงินสดอิสระสำหรับผู้ให้ทุนทั้งหมด ก่อนแยกเงินกู้กับทุนผู้ถือหุ้น เริ่มจาก EBIT 2.70 ล้านบาทคูณหนึ่งลบภาษีสมมติ 20% ได้กำไรดำเนินงานหลังภาษีหรือ NOPAT 2.16 ล้านบาท บวกค่าเสื่อม 800,000 บาท หักลงทุนอุปกรณ์ 200,000 บาท หักทุนดำเนินงานที่เพิ่ม 2.80 ล้านบาท และหักเงินประกันดำเนินงานเพิ่มอีก 200,000 บาท จึงได้ FCFF ช่วง B ติดลบ 240,000 บาท ค่าเสื่อมรวมอยู่ในค่าใช้จ่ายดำเนินงาน 7.10 ล้านบาทแล้ว จึงไม่หักมันซ้ำก่อนเริ่มจาก EBIT
ทุนดำเนินงานที่ใช้วิเคราะห์ในแบบจำลองนี้ คือ ลูกหนี้บวกเงินจ่ายล่วงหน้าให้ผู้ขาย หักเจ้าหนี้ ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย เงินรับล่วงหน้าโครงการ และประมาณการหนี้สินรับประกันงาน โดยรวมภาระรับประกันระยะยาวไว้ด้วย จึงไม่ใช่เงินทุนหมุนเวียนตามนิยามสินทรัพย์หมุนเวียนลบหนี้สินหมุนเวียนตรง ๆ ยอดปลาย A เท่ากับ −800,000 บาท ปลาย B เท่ากับ 2 ล้านบาท จึงต้องใช้เงินเพิ่ม 2.80 ล้านบาท ไม่รวมเงินสด หนี้กู้ อุปกรณ์ หรือเงินประกันที่หักแยกไว้แล้ว
CFO ช่วง B เท่ากับ −480,000 บาท หักลงทุนอุปกรณ์ 200,000 บาทและเงินประกันเพิ่ม 200,000 บาท เหลือกระแสเงินสดหลังการลงทุน −880,000 บาท หากบวกดอกเบี้ยหลังภาษี 800,000 × (1 − 20%) = 640,000 บาท จะกลับมาเป็น FCFF −240,000 บาท ความต่างนี้เกิดจากการจัดหาเงิน ไม่ใช่การเพิ่มกำไรใหม่ และห้ามหักทุนดำเนินงาน 2.80 ล้านบาทซ้ำจาก CFO ที่สะท้อนการเปลี่ยนยอดเหล่านั้นแล้ว
ค่าใช้จ่ายวิจัย 1,200,000 บาทยังอยู่ในค่าใช้จ่ายดำเนินงาน จึงลด NOPAT แล้ว ไม่บวกกลับเพราะเป็นงานสร้าง IP และไม่หักเป็นเงินลงทุนซ้ำ หากมีต้นทุนพัฒนาที่บันทึกเป็นสินทรัพย์จริง ต้องเชื่อมรายจ่ายลงทุนและค่าตัดจำหน่ายให้สอดคล้องกับกรอบนั้น การย้ายหมวดรายการเพื่อวิเคราะห์ไม่ได้ทำให้เงินสดใหม่เกิดขึ้น [Damodaran เรื่องสินทรัพย์ไม่มีตัวตนกับมูลค่า]
สร้างประมาณการจากลูกค้าและต้นทุน ก่อนคิดลด
กรณีฐานสมมติรายได้โครงการและบริการเสริมโตปีละ 8% รักษารายได้สมาชิกกลุ่มเดิมก่อนซื้อเพิ่มได้ 90% แล้วเพิ่ม ARR ใหม่ปีละ 300,000, 400,000, 500,000, 600,000 และ 700,000 บาท ทุกสัญญาใหม่และต่ออายุสมมติเริ่มวันที่ 1 มกราคม ชำระและรับบริการครบปี จึงทำให้ ARR รายได้สมาชิก และเงินรับสมาชิกในปีเดียวกันเท่ากันเฉพาะเงื่อนไขนี้ บริการเสริมถูกตั้งให้เป็นงานต่อเนื่องที่มีต้นทุนอยู่ในแผน ไม่ใช่ผลกำไรลงทุนหรือค่าสมาชิกที่ซ่อนอยู่อีกก้อน
ต้นทุนตรงโครงการใช้สัดส่วน 6.40 ÷ 15 หรือประมาณ 42.67% ของรายได้โครงการ ต้นทุนตรงสมาชิก 25% และบริการเสริม 43.75% ของรายได้แต่ละส่วน ค่าใช้จ่ายดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมลดสัดส่วนจาก 37.5% เป็น 35.5% ของรายได้รวมในห้าปี ค่าเสื่อมใช้สัดส่วน 0.80 ÷ 16.80 ของรายได้รวม ส่วนเงินลงทุนอุปกรณ์ตั้งใหม่ที่ 6% ของรายได้รวม การลงทุนเพียง 200,000 บาทในช่วง B จึงไม่ถูกถือว่าเพียงพอต่อการโตตลอดไป
| ปี | รายได้รวม | NOPAT | ค่าเสื่อม | ลงทุนอุปกรณ์ | เพิ่มทุนดำเนินงาน | เพิ่มเงินประกัน | FCFF |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | 18.264 | 2.364 | 0.870 | 1.096 | 0.218 | 0.087 | 1.833 |
| 2 | 19.909 | 2.681 | 0.948 | 1.195 | 0.245 | 0.098 | 2.092 |
| 3 | 21.735 | 3.045 | 1.035 | 1.304 | 0.272 | 0.109 | 2.395 |
| 4 | 23.745 | 3.456 | 1.131 | 1.425 | 0.299 | 0.120 | 2.744 |
| 5 | 25.939 | 3.917 | 1.235 | 1.556 | 0.327 | 0.131 | 3.139 |
ประมาณการผูกยอดลูกหนี้ เงินจ่ายล่วงหน้าให้ผู้ขาย เจ้าหนี้ ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย เงินรับล่วงหน้าโครงการ และเงินประกันเข้ากับรายได้รวมตามสัดส่วนปลาย B ส่วนประมาณการหนี้สินรับประกันงานคงไว้ 500,000 บาท ค่าใช้จ่ายรับประกันและการจ่ายที่สมมติให้เกิดเท่ากันรวมอยู่ในงบงานตรวจและช่วยลูกค้าแล้ว ไม่บวกกลับหรือหักภาระนี้เป็นหนี้กู้ซ้ำ การลดสัดส่วนค่าใช้จ่ายก็ต้องมีแผนรองรับเรื่องคน งานใช้ซ้ำ และคุณภาพ ไม่ใช่ลดเปอร์เซ็นต์เพื่อให้มูลค่าสูงขึ้น
กระแสเงินสดที่คาดจากการดำเนินงานห้าปี
- ปีที่ 1 1.833 ล้านบาท
- ปีที่ 2 2.092 ล้านบาท
- ปีที่ 3 2.395 ล้านบาท
- ปีที่ 4 2.744 ล้านบาท
- ปีที่ 5 3.139 ล้านบาท
FCFF จากช่วง B ที่ติดลบ 0.24 ล้านบาทกลับเป็นบวกประมาณ 1.833 ล้านบาทในปีแรกของแผน เพราะสมมติว่าทุนดำเนินงานเพิ่มเพียงประมาณ 0.218 ล้านบาท เทียบกับ 2.80 ล้านบาทใน B แม้เงินลงทุนอุปกรณ์ปีแรกเพิ่มเป็นประมาณ 1.096 ล้านบาท การรักษาสัดส่วนลูกหนี้และยอดดำเนินงานตามสูตรจึงมีผลมาก หากเก็บเงินหรือรักษาเงื่อนไขเหล่านั้นไม่ได้ ต้องแก้กระแสเงินสดและมูลค่า ไม่ถือว่ารายได้โตแล้วเงินสดจะดีขึ้นเอง
ดอกเบี้ยและเงินต้นต้องมีแผนเงินสดรองรับ
ช่วง B สมมติดอกเบี้ย 800,000 บาท ส่วนในประมาณการใช้อัตรา 12% ต่อปีของหนี้ธนาคารเฉลี่ยและลดเงินต้นสุทธิปีละ 500,000 บาท อัตรานี้เป็นสมมติฐาน ไม่ใช่อัตราตลาด ปีแรกหนี้จาก 6.20 เหลือ 5.70 ล้านบาท จึงมีดอกเบี้ย 714,000 บาท ซึ่งต่างจาก B ได้โดยไม่ต้องย้อนแก้ดอกเบี้ยในอดีต
แบบจำลองคงหนี้ส่วนหมุนเวียนไว้ 1.70 ล้านบาททุกปี จึงตั้งเงื่อนไขว่าต่อวงเงิน 1.20 ล้านบาทได้ต่อเนื่องและจัดชั้นหนี้ตามแผน เทียบได้กับรับเงินกู้ 1.20 ล้านบาทและจ่ายเงินต้น 1.70 ล้านบาท ก่อนเหลือเงินต้นลดสุทธิ 500,000 บาท ตัวเลขสุทธิในตารางวิเคราะห์ไม่ได้แทนการแสดงกระแสรับจ่ายกู้ยืมขั้นต้นครบชุด และความสามารถต่อวงเงินยังต้องพิสูจน์กับเงื่อนไขผู้ให้กู้
มูลค่าหลังปีที่ห้ายังต้องมีเงินลงทุน
หลังปีที่ 5 สมมติธุรกิจเข้าสู่การเติบโตระยะยาว 3% และผลตอบแทนต่อเงินลงทุนเพิ่มที่ใช้วิเคราะห์เท่ากับ 15% จึงกัน NOPAT ลงทุนเพิ่ม 3% ÷ 15% = 20% ยอดนี้รวมความต้องการลงทุนสุทธิในอุปกรณ์ ทุนดำเนินงาน และเงินประกันระยะยาวหลังหักงานวิจัยที่เป็นค่าใช้จ่ายแล้ว ไม่หักเงินประกันซ้ำอีกชั้นในสูตรปลายงวด และไม่ได้สมมติว่าซอฟต์แวร์เวอร์ชันเดิมใช้ได้ตลอดไป
| รายการ | จำนวนหรือสูตร |
|---|---|
| NOPAT ปีที่ 5 | 3,917,361.10 |
| NOPAT ปีที่ 6 | 4,034,881.94 = ปีที่ 5 × 1.03 |
| เงินลงทุนสุทธิเพิ่มปีที่ 6 | 806,976.39 = NOPAT ปีที่ 6 × 20% |
| FCFF ปีที่ 6 | 3,227,905.55 |
| WACC สมมติ | 14% |
| มูลค่าปลายปีที่ 5 | 29,344,595.90 = FCFF ปีที่ 6 ÷ (14% − 3%) |
FCFF ปีที่ 6 เท่ากับ 3,227,906 บาท สูงกว่าปีที่ 5 ซึ่งมี 3,138,962 บาท โดย NOPAT ปีที่ 6 โต 3% และกันเงินลงทุนสุทธิ 20% แทนประมาณ 19.87% ในปีที่ 5 จุดเปลี่ยนนี้ต้องทดสอบว่าธุรกิจรักษาลูกค้าและลงทุนต่อได้จริง ไม่ใช้ FCFF ปีที่ 5 คูณ 1.03 โดยละเลยเงินที่ต้องเติม และไม่เรียก 15% นี้ว่า ROIC ที่คำนวณจากยอด IP ตามบัญชีย้อนหลัง
คิดลดแล้วแยกมูลค่ากิจการกับมูลค่าผู้ถือหุ้น
คิดลด FCFF ปลายปีแต่ละปีด้วยต้นทุนเงินทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (WACC) สมมติ 14% มูลค่าปัจจุบันของ FCFF ห้าปีเท่ากับ 8,089,120 บาท ส่วนหลังช่วงประมาณการเท่ากับ 15,240,664 บาท รวมเป็นมูลค่ากิจการจากการดำเนินงานหรือ EV ประมาณ 23,329,784 บาท การคำนวณใช้กระแสเงินสดของงานโครงการ สมาชิก และบริการเสริมที่ระบุไว้พร้อมต้นทุน ไม่ได้เพิ่มมูลค่า IP หรือรายได้ประจำแยกอีกครั้ง
เงินสดปลาย B มี 6.20 ล้านบาท แบบจำลองสมมติต้องกันไว้ดำเนินงาน 1.50 ล้านบาท จึงนับส่วนเกิน 4.70 ล้านบาทในสะพานราคา เงินกันไว้นี้เป็นสมมติฐานที่ต้องทดสอบด้วยงบเงินสดรายเดือน วันรับเงิน เงินเดือน ค่า AI และเหตุขัดข้อง ไม่ใช่สัดส่วนมาตรฐานของรายได้ เงินจ่ายล่วงหน้าและเงินประกันดำเนินงานไม่ใช่เงินสดส่วนเกิน ส่วนหนี้ธนาคาร 6.20 ล้านบาทสมมติมูลค่าตลาดใกล้ยอดบัญชี และไม่ใช่หนี้สินรวม 10.20 ล้านบาท
สะพานราคาจึงบวกเงินสดส่วนเกิน ณ วันประเมิน 4.70 ล้านบาทและหักหนี้ธนาคาร 6.20 ล้านบาทเพียงครั้งเดียว เจ้าหนี้ ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย เงินรับล่วงหน้าโครงการ และภาระรับประกันที่อยู่ในทุนดำเนินงานแล้วไม่ถูกหักซ้ำเป็นหนี้กู้ เงินสดสะสมในปีอนาคตก็ไม่บวกกลับมาในราคาวันนี้อีก แบบจำลองไม่มีสัญญาเช่า ส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุม หุ้นบุริมสิทธิ หรือสิทธิแปลงสภาพ หากกรณีจริงมีต้องปรับขอบเขตให้ครบ
ประมาณ 65.33% ของ EV กรณีฐานมาจากมูลค่าปัจจุบันหลังปีที่ 5 สัดส่วนนี้บอกว่าคำตอบพึ่งสมมติฐานการรักษาลูกค้า ต้นทุน และการลงทุนระยะยาวมากเพียงใด ไม่ใช่อัตราความสำเร็จหรือผลตอบแทนที่รับประกัน
ส่วนที่มูลค่าพึ่งพาหลังปีที่ห้า
- FCFF ห้าปีแรกที่คิดลดแล้ว 8.089 ล้านบาท
- ช่วงหลังปีที่ห้าที่คิดลดแล้ว 15.241 ล้านบาท
เปลี่ยนเงื่อนไขแล้วมูลค่าเปลี่ยนแค่ไหน
| เงื่อนไข | กดดัน | ฐาน | เติบโตได้ดี |
|---|---|---|---|
| รายได้โครงการและบริการเสริมโตต่อปี | 0% | 8% | 12% |
| GRR | 75% | 90% | 95% |
| ARR ใหม่เทียบแผนฐาน | ครึ่งหนึ่ง | เท่าฐาน | 1.5 เท่า |
| ต้นทุนตรงสมาชิกต่อรายได้ | 40% | 25% | 20% |
| WACC | 18% | 14% | 12% |
| เติบโตระยะยาว / ผลตอบแทนลงทุนเพิ่ม | 2% / 12% | 3% / 15% | 3% / 18% |
| มูลค่าผู้ถือหุ้น (ล้านบาท) | 9.946 | 21.830 | 35.955 |
ทั้งสามกรณียังคงสัดส่วนต้นทุนโครงการกับบริการเสริม ชุดค่าใช้จ่ายก่อนค่าเสื่อม ค่าเสื่อม เงินลงทุน และสูตรทุนดำเนินงานตามที่อธิบายไว้ จึงยังไม่ได้ทดสอบทุกความเสี่ยง เช่น ต้นทุนคนที่ลดไม่ทันเมื่อรายได้หาย มูลค่าผู้ถือหุ้น 9.946 ถึง 35.955 ล้านบาทเป็นผลจากเงื่อนไขที่ตั้งร่วมกัน ไม่ใช่ช่วงความเชื่อมั่นหรือราคาเสนอซื้อ และไม่มีเหตุผลให้เฉลี่ยสามกรณีเท่ากันโดยอัตโนมัติ
มูลค่าผู้ถือหุ้นเมื่อเปลี่ยนเงื่อนไขร่วมกัน
- กดดัน 9.946 ล้านบาท
- ฐาน 21.830 ล้านบาท
- เติบโตได้ดี 35.955 ล้านบาท
ทดสอบว่าถ้าเก็บเงินช้าและต่อวงเงินไม่ได้จะเหลือเงินเท่าไร
DCF อาจให้มูลค่าดำเนินงานเป็นบวก ขณะเดียวกันบริษัทอาจมีปัญหาจ่ายเงินตามกำหนด ผมจึงแยกการทดสอบสภาพคล่องหนึ่งช่วงออกมา สมมติปลายปีที่ 1 เก็บลูกหนี้ช้ากว่าฐานอีก 3.50 ล้านบาท เงินรับล่วงหน้าโครงการปลายปีลดจากยอดฐานเหลือศูนย์ และต่อวงเงิน 1.20 ล้านบาทไม่ได้ จึงต้องจ่ายเงินต้นมากกว่าฐานตามจำนวนนี้
| รายการ | เงินสดหรือผลต่าง |
|---|---|
| เงินสดปลายปีที่ 1 ตามกรณีฐาน | 6,961,902.86 |
| เก็บลูกหนี้ช้ากว่าฐาน | −3,500,000.00 |
| เงินรับล่วงหน้าโครงการต่ำกว่าฐาน | −1,087,142.86 |
| ต่อวงเงินส่วนที่สมมติไว้ไม่สำเร็จ ต้องจ่ายเงินต้นเพิ่ม | −1,200,000.00 |
| เงินสดหลังเหตุการณ์สมมติ | 1,174,760.00 |
| เงินสดขั้นต่ำตามงบสมมติ | 1,500,000.00 |
| ส่วนขาดจากเงินสดขั้นต่ำ | 325,240.00 |
เงินสดเหลือ 1,174,760 บาท ต่ำกว่างบเงินสดขั้นต่ำสมมติ 1.50 ล้านบาทอยู่ 325,240 บาท ตัวอย่างนี้เลื่อนการเก็บเงินและเปลี่ยนแหล่งจัดหาเงิน ไม่ได้รับรู้รายได้เพิ่มหรือตั้งผลขาดทุนลูกหนี้ขึ้นทันที และยังสมมติดอกเบี้ยกับภาษีของปีแรกเท่าเดิม หากเกิดความผิดนัด ดอกเบี้ยเพิ่ม หรือส่งผลต่อบริการปีถัดไป ต้องวิเคราะห์เพิ่ม ไม่ใช้สะพานหนึ่งช่วงนี้แทน DCF ทั้งกิจการ
ลองมอง IP แยก โดยไม่เอามาบวกเพิ่ม
วิธี relief-from-royalty ประมาณประโยชน์ของการมีสิทธิจากค่าธรรมเนียมที่ไม่ต้องจ่ายเพื่อใช้สิทธิเทียบเคียง แล้วคิดลดตามอายุและความเสี่ยง วิธีนี้ต้องระบุสิทธิและฐานรายได้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ถือว่ารายได้โครงการหรือบริการ AI ทั้งหมดเกิดจากสิทธิชิ้นเดียว [WIPO เรื่องการประเมินและให้สิทธิใช้เทคโนโลยี]
ตัวอย่างนี้ตั้งสมมติฐานเพิ่มว่า 50% ของรายได้แพ็กเกจสมาชิกเกี่ยวข้องกับสิทธิเทคโนโลยีที่กำหนด อีก 50% เป็นส่วนบริการและโฮสติ้ง จากนั้นสมมติค่าธรรมเนียม 5% เฉพาะฐานที่เกี่ยวกับสิทธิ คูณหนึ่งลบภาษีสมมติ 20% คิดลด 18% ตามอายุทางเศรษฐกิจของสิทธิที่สมมติไว้ 5 ปี ไม่มีมูลค่าปลายงวดและไม่มีประโยชน์ภาษีจากค่าตัดจำหน่ายสิทธิเพิ่ม สัดส่วน 50% ไม่ใช่การจัดสรรราคาตาม TFRS 15 และ 5% ไม่ใช่อัตราตลาด
| ปี | รายได้แพ็กเกจ | ฐานสิทธิ 50% | ประหยัดหลังภาษี 5% × 80% |
|---|---|---|---|
| 1 | 1,200,000 | 600,000 | 24,000.00 |
| 2 | 1,480,000 | 740,000 | 29,600.00 |
| 3 | 1,832,000 | 916,000 | 36,640.00 |
| 4 | 2,248,800 | 1,124,400 | 44,976.00 |
| 5 | 2,723,920 | 1,361,960 | 54,478.40 |
มูลค่าปัจจุบันของยอดประหยัดสมมติทั้งห้าปีเท่ากับ 110,908.61 บาท เป็นเพียงตัวอย่างผลคำนวณเพื่อเข้าใจวิธี ไม่ใช่ราคาประเมิน IP ที่มีหลักฐานตลาดรองรับ กรณีนี้สมมติว่าผู้รับสิทธิมีภาระดูแลเหมือนทางเลือกที่บริษัทถือสิทธิเอง จึงไม่มีต้นทุนดูแลส่วนต่าง หากใบอนุญาตเทียบเคียงรวมบริการคนละแบบ หรือซอฟต์แวร์ต้องปรับปรุงมากขึ้น ต้องแก้ฐานและภาระให้เทียบกันได้ก่อนใช้จริง
ยอดนี้ไม่บวกเข้ามูลค่าผู้ถือหุ้น 21.830 ล้านบาท เพราะ DCF ของธุรกิจรวมประโยชน์จากผลิตภัณฑ์และต้นทุนที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว มูลค่าสิทธิแยกตอบคำถามแคบกว่ามูลค่ากิจการ ต้องตรวจอายุเทคโนโลยี ขอบเขตสิทธิ และหลักฐานค่าธรรมเนียมก่อนใช้ตัดสินใจ [Damodaran เรื่องการประเมินสินทรัพย์ไม่มีตัวตน]
ตัวคูณช่วยตั้งคำถามได้ แต่ต้องมีบริษัทที่เทียบกันได้จริง
หากลอง EV/EBITDA สมมติ 4, 6 และ 8 เท่ากับ EBITDA ช่วง B จำนวน 3.50 ล้านบาท จะได้ EV 14, 21 และ 28 ล้านบาท หลังบวกเงินสดส่วนเกิน 4.70 ล้านบาทและหักหนี้ธนาคาร 6.20 ล้านบาท มูลค่าผู้ถือหุ้นเป็น 12.50, 19.50 และ 26.50 ล้านบาท ตัวคูณตั้งขึ้นเพื่ออธิบาย ไม่ใช่ราคาซื้อขายของ software house ในตลาด และไม่บวกผลเหล่านี้เข้ากับ DCF
เมื่อ DCF ให้ค่าต่างจากตัวคูณ ให้กลับไปตรวจสมมติฐานการเติบโต ต้นทุน การเก็บเงิน และหากิจการเปรียบเทียบที่มีรูปแบบงานกับความเสี่ยงใกล้กัน กรณีนี้สมาชิกคิดเป็นประมาณ 5.95% ของรายได้รวม 16.80 ล้านบาท การนำตัวคูณรายได้ของบริษัทสมาชิกที่โตเร็วมาใช้กับรายได้ทั้งหมด จึงต้องมีเหตุผลมากกว่าการมีคำว่า AI ในหน้าเว็บ ส่วนการกลับมากำไรหลังขาดทุนก็ยังต้องตรวจว่าจะรักษาไว้ด้วยเงินสดและเงินลงทุนเท่าไร
ก่อนคุยราคา เปลี่ยนรายงานเป็นรายการงานที่ต้องพิสูจน์
| เรื่องที่ต้องพิสูจน์ | หลักฐาน | ถ้ายังตอบไม่ได้ |
|---|---|---|
| รายได้รักษาได้ | สัญญา การต่ออายุ รายได้กลุ่มเดิม และเหตุเลิกใช้ | แยกสถานการณ์ ไม่รับรองรายได้เดิมตลอดไป |
| ต้นทุนไม่ตกหล่น | ชั่วโมงคนทดแทนเจ้าของ AI usage งานแก้ และงบพัฒนา | แก้กำไรและแผนเงินสดก่อนตีราคา |
| สิทธิใช้และโอนได้ | หลักฐานเจ้าของสิทธิ ใบอนุญาต และข้อกำหนดลูกค้า | กำหนดเงื่อนไขแก้สิทธิหรือความยินยอมก่อนโอนตามกรณี |
| เก็บลูกหนี้ได้ | อายุหนี้ เงินรับหลังวันงบ และข้อพิพาทรับมอบ | ปรับการเก็บเงินและรายการเสี่ยงด้วยหลักฐาน |
| ส่งต่องานได้ | คู่มือ คนรับช่วง สิทธิระบบ และทดสอบการดำเนินงาน | เปิดค่าใช้จ่ายส่งต่อและช่วงเปลี่ยนผ่าน |
| ราคาสอดคล้องกับสิ่งที่ซื้อ | ขอบเขตหุ้นหรือสินทรัพย์ เงินสด หนี้ และภาระบริการ | ทำสะพานราคาและเงื่อนไขปรับราคาที่ตรวจได้ |
สำหรับเจ้าของกิจการ ผมจะเริ่มทำข้อมูลรายได้ ต้นทุน และสิทธิให้ตรวจกลับได้ ก่อนพยายามหาตัวคูณที่สูงขึ้น สำหรับผู้ซื้อ ผมจะให้ความสำคัญกับเงินสดที่รักษาได้หลังจ่ายค่าคนและลงทุนต่อ รวมถึงเงื่อนไขที่ต้องเป็นจริงก่อนจ่ายราคา การมี ARR กับ IP ทำให้มีเรื่องที่ต้องวิเคราะห์เพิ่ม แต่ยังต้องผ่านคำถามเดิมว่าใครจ่าย บริษัทต้องทำอะไรตอบแทน และหลังจากนั้นเหลือเงินเท่าไร
แบบจำลองเพื่อการเรียนรู้ ตรวจแนวคิด ณ 19 ตุลาคม 2569 ตัวเลขภาษี อัตราคิดลด การเติบโต ค่าธรรมเนียม และตัวคูณทั้งหมดเป็นสมมติฐาน ไม่ใช่การประเมินบริษัทใด ราคาเสนอซื้อ หรือคำแนะนำลงทุนเฉพาะบุคคล