ข้ามไปยังเนื้อหา
ภาพประกอบการตรวจแผนเงินสดก่อนซื้อเครื่องบรรจุ

ก่อนลงทุนก้อนใหญ่ นับเงินให้ครบทั้งโครงการ

คำนวณ NPV ระยะคืนทุน และ IRR จากเงินเข้าออก 4 ปี พร้อมลองเปลี่ยนสมมติฐานก่อนตัดสินใจ
25 ตุลาคม ค.ศ. 2026 โดย
Tomz

เครื่องใหม่ราคา 500,000 บาท ช่วยลดต้นทุนได้ทุกปี ฟังดูน่าซื้อ แต่ก่อนเซ็นใบสั่งซื้อยังมีคำถามอีกหลายข้อ ต้องเตรียมเงินหมุนเวียนเพิ่มไหม ต้องซ่อมหรือเปลี่ยนอะไหล่ระหว่างทางหรือเปล่า และเมื่อเลิกใช้แล้วจะขายได้เท่าไร

การตัดสินใจระยะยาวจึงเริ่มจากการไล่เงินเข้าออกให้ครบ ตั้งแต่วันนี้จนจบโครงการ แล้วค่อยถามว่าเงินที่จะได้ในอนาคตคุ้มกับเงินที่ต้องจ่ายตอนนี้หรือไม่ ผมอยากชวนจำคำถามสั้น ๆ ไว้ใช้เวลาอ่านข้อเสนอ เงินเพิ่มจริงเท่าไร ได้หรือจ่ายเมื่อไร และถ้าคาดผิดยังรับไหวไหม

เริ่มจากเงินที่เปลี่ยนไปเพราะโครงการ

คำว่า กระแสเงินสดส่วนเพิ่ม หมายถึงเงินรับหรือเงินจ่ายที่ต่างไปเมื่อเลือกทำโครงการ เทียบกับกรณีไม่ทำ เช่น เครื่องใหม่อาจลดค่าจ้างล่วงเวลาที่ต้องจ่ายจริง แต่ถ้าเพียงทำให้พนักงานมีเวลาว่างขึ้นโดยเงินเดือนเท่าเดิม เวลาที่ได้คืนยังไม่ใช่เงินสดที่ประหยัดได้ จะมีประโยชน์ทางธุรกิจอย่างไรต้องอธิบายต่อว่าจะนำเวลานั้นไปทำอะไร

อย่าเริ่มด้วยยอดขายทั้งบริษัทหรือกำไรในงบทั้งก้อน ให้ดูเฉพาะส่วนที่โครงการทำให้เปลี่ยนไป รวมถึงผลที่อาจไปลดรายได้เดิมด้วย ค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปแล้วและเรียกคืนไม่ได้ไม่ควรกลายเป็นเหตุให้ต้องลงทุนต่อ ส่วนทรัพยากรที่มีอยู่แล้วก็อาจมีต้นทุนค่าเสียโอกาส ถ้าเอามาใช้แล้วต้องสละงานหรือรายได้อีกทางหนึ่ง

กำไรทางบัญชีไม่ใช่เงินสดที่รับจ่ายในแต่ละปี ค่าเสื่อมราคาไม่ได้เป็นเงินที่จ่ายออกในปีนั้น แต่ผลทางภาษีที่เกี่ยวข้องอาจทำให้เงินสดเปลี่ยนได้ ลูกหนี้และสินค้าคงเหลือก็อาจใช้เงินก่อนที่โครงการจะเก็บเงินจากลูกค้าได้ จึงต้องประมาณภาษีและเงินทุนหมุนเวียนตามจังหวะรับจ่ายจริงด้วย

ตัวอย่างนี้นับเงินสดแบบไหน

ตัวอย่างต่อไปนี้ประเมินโครงการหนึ่งโครงการด้วยเงินสดหลังภาษีและก่อนการจัดหาเงิน อัตราคิดลดจึงต้องสอดคล้องกับเงินสดฐานนี้ ไม่หักดอกเบี้ยหรือเงินต้นเงินกู้ซ้ำลงในกระแสเงินสดโครงการ ส่วนการหาเงินมาลงทุนและการจ่ายหนี้ต้องวางแผนแยกให้กิจการมีสภาพคล่องพอ

วางเงินเข้าออกลงในแต่ละปี

สมมติว่ากิจการกำลังพิจารณาซื้อและติดตั้งเครื่องบรรจุ ใช้เงิน 500,000 บาท และต้องมีเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มอีก 50,000 บาท รวมจ่ายวันนี้ 550,000 บาท โครงการใช้เวลา 4 ปี คาดว่าจะได้เงินสดจากการดำเนินงานส่วนเพิ่มสุทธิปีละ 160,000 บาท หลังค่าใช้จ่ายดำเนินงานและภาษีที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ยังไม่หักรายการจัดหาเงิน

เมื่อสิ้นปีที่ 4 สมมติว่าขายเครื่องได้เงินสุทธิหลังค่าใช้จ่ายในการขายและภาษีที่เกี่ยวข้อง 80,000 บาท และเปลี่ยนเงินทุนหมุนเวียนกลับมาเป็นเงินสดได้ครบ 50,000 บาท จึงได้เงินปีสุดท้ายรวม 290,000 บาท เงินทุนหมุนเวียนที่คืนมานี้ไม่ใช่กำไรเพิ่ม แต่เป็นเงินที่เคยใส่ไว้แล้วได้กลับคืน

กรณีสมมติทั้งหมด หน่วย: บาท ไม่มีเงินลงทุนเพิ่มเติมระหว่างโครงการนอกเหนือจากที่ระบุ
รายการวันนี้สิ้นปีที่ 1 ถึง 3 แต่ละปีสิ้นปีที่ 4
ซื้อและติดตั้งเครื่อง−500,00000
เพิ่มเงินทุนหมุนเวียน / ได้คืน−50,0000+50,000
เงินสดดำเนินงานส่วนเพิ่มสุทธิ0+160,000+160,000
ขายเครื่องได้เงินสุทธิ00+80,000
เงินสดสุทธิรวม−550,000+160,000+290,000
จ่ายก่อน ได้เงินกลับทีละปี และได้เงินคืนจากการจบโครงการด้วย
  1. วันนี้ · ปีที่ 0−550,000 บาทเครื่องและติดตั้ง 500,000
    เงินทุนหมุนเวียน 50,000
  2. สิ้นปีที่ 1+160,000 บาทเงินสดดำเนินงานสุทธิ
  3. สิ้นปีที่ 2+160,000 บาทเงินสดดำเนินงานสุทธิ
  4. สิ้นปีที่ 3+160,000 บาทเงินสดดำเนินงานสุทธิ
  5. สิ้นปีที่ 4+290,000 บาทดำเนินงาน 160,000
    ขายเครื่อง 80,000
    คืนทุนหมุนเวียน 50,000

เครื่องหมายบวกคือเงินเข้า เครื่องหมายลบคือเงินออก ตัวอย่างกำหนดให้เงินในอนาคตเกิด ณ สิ้นปีทุกก้อน

ตัวเลขชุดนี้เป็นสมมติฐานเพื่อฝึกคิด ไม่ใช่ประมาณการของกิจการจริง กำหนดเงินสดเป็นจำนวนเงินบาทที่จะรับจ่ายในอนาคต (nominal) และใช้อัตราคิดลดฐานเดียวกัน เงินปีละ 160,000 บาทคงที่ตามโจทย์ ไม่ได้แปลว่าต้นทุนหรือราคาขายในธุรกิจจริงจะคงที่ และไม่ได้สมมติว่ากิจการทั้งบริษัทเลิกดำเนินงานเมื่อครบ 4 ปี เรากำลังดูขอบเขตของโครงการนี้เท่านั้น

ภาพแยกเครื่องบรรจุ อุปกรณ์ดูแล เงินทุนหมุนเวียน และเงินที่อาจได้คืนเมื่อครบ 4 ปี
ปฏิทินแต่ละเล่มแทน 1 ปี ค่าดูแลรวมอยู่ในเงินสดดำเนินงานสุทธิรายปีแล้ว ส่วนเงินจากการขายเครื่องและคืนทุนหมุนเวียนเป็นยอดที่สมมติว่าจะได้เมื่อสิ้นปีที่ 4

เทียบเงินต่างปีให้เป็นมูลค่าวันนี้

ได้เงิน 160,000 บาทวันนี้กับได้อีกหลายปีข้างหน้าไม่เท่ากัน เงินวันนี้นำไปใช้อย่างอื่นได้ และเงินในอนาคตยังต้องรอพร้อมรับความเสี่ยง วิธีคิดมูลค่าปัจจุบันจึงแปลงเงินแต่ละปีให้มาเทียบกัน ณ วันนี้ ก่อนนำมาบวกลบ

ในกรณีนี้ใช้อัตราคิดลด 10% ต่อปีเป็นสมมติฐานเพื่อสอน ไม่ใช่อัตรามาตรฐานที่ทุกกิจการควรใช้ งานจริงต้องเลือกอัตราให้เหมาะกับต้นทุนเงินทุน ความเสี่ยง และฐานของกระแสเงินสด หากประมาณเงินสดรวมผลของเงินเฟ้อ อัตราคิดลดก็ต้องใช้ฐานที่รวมเงินเฟ้อสอดคล้องกันด้วย

มูลค่าปัจจุบัน หรือ PV

PV ของเงินปีที่ t = เงินสดสุทธิปีที่ t ÷ (1 + r)t

t คือจำนวนปีนับจากวันนี้ และ r คืออัตราคิดลดต่อปี เช่น 10% ใช้ 0.10 เงินสิ้นปีที่ 1 จำนวน 160,000 บาทจึงมี PV เท่ากับ 160,000 ÷ 1.10 ≈ 145,455 บาท

จากนั้นนำ PV ของเงินรับจ่ายทุกปีมารวมกัน เรียกว่า มูลค่าปัจจุบันสุทธิ หรือ NPV เงินวันนี้ไม่ต้องคิดลดซ้ำ จึงใช้ −550,000 บาทได้เลย ส่วนเงินปีที่ 4 ต้องใช้ยอดรวม 290,000 บาท เพราะการขายเครื่องและการได้เงินทุนหมุนเวียนคืนเกิดพร้อมเงินดำเนินงานปีสุดท้ายตามสมมติฐาน

แปลงเงินรับแต่ละปีเป็นมูลค่า ณ วันนี้ ที่อัตราคิดลด 10%
สิ้นปีที่ 1เงินเข้า 160,000 บาท
PV ≈ 145,455 บาท
สิ้นปีที่ 2เงินเข้า 160,000 บาท
PV ≈ 132,231 บาท
สิ้นปีที่ 3เงินเข้า 160,000 บาท
PV ≈ 120,210 บาท
สิ้นปีที่ 4เงินเข้า 290,000 บาท
PV ≈ 198,074 บาท

NPV ≈ 595,970 − 550,000 = +45,970 บาท

คิดลด 10% ต่อปี แถบเปรียบเทียบ PV ด้วยสเกลเดียวกัน คำนวณเต็มความละเอียดก่อนปัดแสดงเป็นบาท ผลรวมใช้ค่าก่อนปัด

NPV เป็นบวกประมาณ 45,970 บาท หมายความว่า เงินสดที่คาดไว้มีมูลค่าปัจจุบันสูงกว่าเงินลงทุน เมื่อใช้อัตราคิดลด 10% และสมมติฐานชุดนี้ ไม่ใช่เงินสดที่เหลือในบัญชีวันนี้ ไม่ใช่กำไรทางบัญชีปีใดปีหนึ่ง และไม่ใช่มูลค่าของกิจการทั้งบริษัท ผลบวกนี้เป็นเหตุให้พิจารณาต่อ ยังต้องดูว่าประมาณการน่าเชื่อถือ มีเงินพอ และทำโครงการได้จริงหรือไม่

ถ้าลองทำใน Excel ใช้สูตรนี้ได้

=NPV(10%,160000,160000,160000,290000)-550000

ฟังก์ชันนี้คิดลดเงินปลายงวดที่ห่างเท่ากัน จึงใส่เฉพาะเงินสิ้นปีที่ 1 ถึง 4 ไว้ข้างใน แล้วหักเงินลงทุนวันนี้ข้างนอก หากนำ 550,000 บาทไปใส่เป็นงวดแรกด้วย จังหวะเงินลงทุนจะคลาดไปหนึ่งงวด

ถ้าเป็นทีมซอฟต์แวร์หรือ SI ก็ใช้วิธีเดียวกันได้ โดยเริ่มจากถามว่าโครงการทำให้รับหรือจ่ายเงินต่างไปอย่างไร เช่น ค่าบริการระบบที่ต้องจ่ายเพิ่มกับค่าล่วงเวลาที่ลดได้จริง ส่วนชั่วโมงทำงานที่ลดลงแต่เงินเดือนยังเท่าเดิม ให้แสดงประโยชน์และแผนใช้เวลานั้นแยกจากเงินสด อย่านำชั่วโมงคูณค่าแรงแล้วใส่เป็นเงินรับทันที

คืนทุนเมื่อไร กับคุ้มเงินแค่ไหน เป็นคนละคำถาม

ระยะคืนทุน หรือ payback ช่วยดูว่าต้องรอนานแค่ไหนกว่าเงินรับสะสมจะชดเชยเงินที่ลงไป ตัวอย่างนี้สิ้นปีที่ 3 ได้เงินสะสม 480,000 บาท ยังไม่ครบ 550,000 บาท เมื่อรับเงินสิ้นปีที่ 4 จึงคืนทุนตามกำหนดรับเงินที่ตั้งไว้ เราตอบว่า คืนทุน ณ สิ้นปีที่ 4 โดยไม่เฉลี่ยเป็นเศษปี เพราะโจทย์ไม่ได้กำหนดให้เก็บเงินเข้ามาสม่ำเสมอระหว่างปี

แต่ payback แบบไม่คิดลดไม่สนใจมูลค่าเงินตามเวลา และไม่นับประโยชน์หลังจุดคืนทุน โครงการที่ได้เงินคืนเร็วกว่าอาจไม่ได้สร้างมูลค่ามากกว่าเสมอ จึงเหมาะใช้ถามเรื่องเวลารอและความตึงของเงินประกอบกับ NPV มากกว่าจะใช้แทนกัน

อีกตัวที่มักเห็นในข้อเสนอคือ IRR หรืออัตราคิดลดที่ทำให้ NPV เท่ากับศูนย์ กระแสเงินสดกรณีฐานนี้ได้ IRR ประมาณ 13.45% ต่อปี สูงกว่าอัตราคิดลดสมมติ 10% จึงให้สัญญาณสอดคล้องกับ NPV ที่เป็นบวก อย่างไรก็ตาม 13.45% มาจากเงินสดที่คาดไว้ ไม่ใช่คำรับรองว่าจะได้ผลตอบแทนจริงตามนั้น

ถ้าต้องเลือกระหว่างโครงการที่ทำพร้อมกันไม่ได้ อย่าตัดสินจาก IRR ที่สูงกว่าเพียงอย่างเดียว ขนาดเงินลงทุนและเวลารับเงินอาจต่างกัน ให้ดู NPV ภายใต้ฐานเปรียบเทียบที่เหมาะสมด้วย เงินลงทุนเริ่มต้นต่างกันไม่ได้ทำให้ NPV ใช้เทียบไม่ได้โดยอัตโนมัติ แต่ถ้าอายุโครงการต่างกันหรือมีข้อจำกัดงบประมาณ ต้องจัดวิธีเปรียบเทียบให้ตอบโจทย์นั้นก่อน

ลองลดเงินที่คาดว่าจะได้ แล้วดูว่ายังน่าลงทุนไหม

คำถามที่มีประโยชน์กว่าการคำนวณซ้ำให้ได้คำตอบเดิม คือถ้าเงินสดดำเนินงานเหลือปีละ 140,000 บาทจะเกิดอะไรขึ้น โดยยังคงเงินเริ่มต้น มูลค่าขายเครื่อง เงินทุนหมุนเวียนคืน และอัตราคิดลดตามเดิม นี่เป็นการทดสอบสมมติฐานหนึ่งเรื่อง ไม่ใช่การพยากรณ์ว่าจะเกิดกรณีใดด้วยโอกาสเท่าไร

เปลี่ยนเงินสดดำเนินงานเพียงรายการเดียว หน่วย: บาท เว้นแต่ระบุเป็นอย่างอื่น
รายการกรณีฐานเงินสดดำเนินงานต่ำลง
เงินลงทุนวันนี้550,000550,000
เงินสดดำเนินงานสุทธิต่อปี160,000140,000
เงินรับรวมสิ้นปีที่ 4290,000270,000
NPV ที่อัตราคิดลด 10%+45,970−17,427
คืนทุนแบบไม่คิดลด ตามเงินรับสิ้นปีสิ้นปีที่ 4สิ้นปีที่ 4
คืนทุนสิ้นปีที่ 4 เหมือนกัน แต่ NPV เปลี่ยนจากบวกเป็นลบ

กรณีฐาน

เงินสดดำเนินงานสุทธิต่อปี
160,000 บาท

NPV ที่อัตราคิดลด 10%
+45,970 บาท

คืนทุนสิ้นปีที่ 4

เงินสดดำเนินงานต่ำลง

เงินสดดำเนินงานสุทธิต่อปี
140,000 บาท

NPV ที่อัตราคิดลด 10%
−17,427 บาท

คืนทุนสิ้นปีที่ 4

แค่รู้ว่า “คืนทุนปีไหน” ยังไม่พอ ทั้งสองกรณีเป็นตัวอย่างสมมติ โดยคงเงินเริ่มต้น มูลค่าขายเครื่อง เงินทุนหมุนเวียนคืน และอัตราคิดลดไว้เท่าเดิม

เงินสดปีละ 160,000 บาทจึงเป็นสมมติฐานที่ต้องตรวจจริงจัง เช่น ยอดงานที่รองรับได้มีหลักฐานแค่ไหน ต้นทุนที่คาดว่าจะลดนั้นลดการจ่ายเงินจริงหรือเพียงทำงานได้เร็วขึ้น และค่าดูแลเครื่องถูกรวมครบหรือยัง

มูลค่าขายเครื่องกับเงินทุนหมุนเวียนก็ต้องตรวจแยกกัน ขายเครื่องได้ตามราคาที่หวังหรือไม่ ลูกหนี้จะเก็บได้ครบไหม และสินค้าที่เหลือเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เท่าไร การใส่ยอดคืนเงินครบเพราะต้องการให้โครงการดูคุ้มจะทำให้คำตอบที่คำนวณได้พาเราตัดสินใจผิด ในงานจริงควรลองกรณีที่เงินมาช้า ต้นทุนสูง หรือขายเครื่องได้ต่ำลงด้วย

ก่อนอนุมัติ ให้รู้ว่าต้องพิสูจน์อะไรและใครติดตาม

บางโครงการไม่ได้มีไว้เพิ่มยอดขายโดยตรง เช่น เปลี่ยนอุปกรณ์ที่ต้องใช้เพื่อรักษาระดับบริการเดิม หากทางเลือกให้บริการ คุณภาพ ความปลอดภัย และความเสี่ยงเทียบเคียงกัน อาจเปรียบเทียบมูลค่าปัจจุบันของต้นทุนตลอดช่วงเวลาที่เหมาะสม แล้วพิจารณาทางเลือกที่ใช้ต้นทุนน้อยกว่า แต่ต้องยืนยันความเทียบเคียงนั้นก่อน ราคาซื้อถูกกว่าอย่างเดียวอาจไม่พอ

ส่วนโครงการที่ตัวเลขดูคุ้ม ผมจะใช้คำถามข้างล่างตรวจข้อเสนอให้ครบก่อนอนุมัติ ไม่จำเป็นต้องทำเอกสารยาวทุกครั้ง แต่คนที่ต้องใช้เงินและคนที่จะรับผิดชอบงานควรตอบตรงกันได้

  1. เทียบกับทางเลือกใด ถ้าไม่ทำจะเกิดอะไรขึ้น ซ่อมของเดิม เช่า ทดลองก่อน หรือใช้เงินกับโครงการอื่นได้หรือไม่
  2. เงินสดแต่ละก้อนมาจากไหน ใบเสนอราคา ยอดงาน ต้นทุนและเงื่อนไขเก็บเงินรองรับตัวเลขอย่างไร มีภาษี เงินทุนหมุนเวียน และค่าเลิกใช้ครบหรือยัง
  3. ต้องจ่ายเมื่อไร และรอเงินได้นานแค่ไหน ตรวจตารางเงินสดกับวงเงินที่มีจริง โครงการ NPV เป็นบวกก็อาจทำให้เงินขาดช่วงได้
  4. สมมติฐานข้อไหนทำให้คำตอบเปลี่ยน ลองกรณีที่แย่ลงอย่างมีเหตุผล แล้วกำหนดว่าจะลงทุนเต็มจำนวน ทดลองลดขนาด หรือรอข้อมูลเพิ่ม
  5. ใครรับผิดชอบผลหลังอนุมัติ ระบุผู้ดูแล งบที่อนุมัติ จุดทบทวน และข้อมูลที่จะเทียบผลจริงกับประมาณการ หากผลต่างมาก ใครจะเสนอปรับหรือหยุดโครงการ

การอนุมัติจึงไม่ควรจบที่ไฟล์ซึ่งคำนวณถูก แต่ต้องตามไปดูด้วยว่าเงินและงานเป็นไปตามที่คาดหรือไม่ สำหรับกิจการที่มีคณะกรรมการหรือผู้อนุมัติแยกจากผู้เสนอโครงการ ควรให้ตรวจและตั้งคำถามกับสมมติฐานได้ ส่วนกิจการเล็กก็ใช้หลักเดียวกันได้โดยแยกคนเสนอ คนตรวจ และคนอนุมัติตามขนาดและความเสี่ยงของงาน

ถ้ามีโครงการอยู่ในมือ ลองเริ่มจากกระดาษหนึ่งแผ่น เขียนเงินที่ต้องจ่ายวันนี้ไว้ด้านซ้าย แล้วไล่เงินเข้าออกในแต่ละปีจนจบโครงการ ช่องไหนยังตอบไม่ได้ให้ระบุว่าใครจะหาข้อมูลมาเติม การรู้ว่ายังไม่รู้อะไรช่วยให้ตัดสินใจได้ดีกว่าปรับตัวเลขจนได้คำตอบที่อยากเห็น

แหล่งอ่านต่อ

ตัวอย่างเครื่องบรรจุและตัวเลขเป็นกรณีสมมติที่สร้างขึ้นเพื่ออธิบายการประเมินโครงการ อ่านแนวคิดเพิ่มเติมได้จากแหล่งต่อไปนี้

แชร์บทความ

FacebookX
# MBA
ภาพประกอบเส้นทางจากโค้ดที่ AI ช่วยร่างไปสู่ระบบที่มีทีมรับผิดชอบดูแล
จากโค้ดที่ AI เขียน สู่ระบบที่ทีมรับผิดชอบ
Platform Engineering ควรเริ่มตรงไหน และคุ้มเมื่อไรสำหรับทีมซอฟต์แวร์ที่ใช้ AI