เครื่องใหม่ราคา 500,000 บาท ช่วยลดต้นทุนได้ทุกปี ฟังดูน่าซื้อ แต่ก่อนเซ็นใบสั่งซื้อยังมีคำถามอีกหลายข้อ ต้องเตรียมเงินหมุนเวียนเพิ่มไหม ต้องซ่อมหรือเปลี่ยนอะไหล่ระหว่างทางหรือเปล่า และเมื่อเลิกใช้แล้วจะขายได้เท่าไร
การตัดสินใจระยะยาวจึงเริ่มจากการไล่เงินเข้าออกให้ครบ ตั้งแต่วันนี้จนจบโครงการ แล้วค่อยถามว่าเงินที่จะได้ในอนาคตคุ้มกับเงินที่ต้องจ่ายตอนนี้หรือไม่ ผมอยากชวนจำคำถามสั้น ๆ ไว้ใช้เวลาอ่านข้อเสนอ เงินเพิ่มจริงเท่าไร ได้หรือจ่ายเมื่อไร และถ้าคาดผิดยังรับไหวไหม
เริ่มจากเงินที่เปลี่ยนไปเพราะโครงการ
คำว่า กระแสเงินสดส่วนเพิ่ม หมายถึงเงินรับหรือเงินจ่ายที่ต่างไปเมื่อเลือกทำโครงการ เทียบกับกรณีไม่ทำ เช่น เครื่องใหม่อาจลดค่าจ้างล่วงเวลาที่ต้องจ่ายจริง แต่ถ้าเพียงทำให้พนักงานมีเวลาว่างขึ้นโดยเงินเดือนเท่าเดิม เวลาที่ได้คืนยังไม่ใช่เงินสดที่ประหยัดได้ จะมีประโยชน์ทางธุรกิจอย่างไรต้องอธิบายต่อว่าจะนำเวลานั้นไปทำอะไร
อย่าเริ่มด้วยยอดขายทั้งบริษัทหรือกำไรในงบทั้งก้อน ให้ดูเฉพาะส่วนที่โครงการทำให้เปลี่ยนไป รวมถึงผลที่อาจไปลดรายได้เดิมด้วย ค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปแล้วและเรียกคืนไม่ได้ไม่ควรกลายเป็นเหตุให้ต้องลงทุนต่อ ส่วนทรัพยากรที่มีอยู่แล้วก็อาจมีต้นทุนค่าเสียโอกาส ถ้าเอามาใช้แล้วต้องสละงานหรือรายได้อีกทางหนึ่ง
กำไรทางบัญชีไม่ใช่เงินสดที่รับจ่ายในแต่ละปี ค่าเสื่อมราคาไม่ได้เป็นเงินที่จ่ายออกในปีนั้น แต่ผลทางภาษีที่เกี่ยวข้องอาจทำให้เงินสดเปลี่ยนได้ ลูกหนี้และสินค้าคงเหลือก็อาจใช้เงินก่อนที่โครงการจะเก็บเงินจากลูกค้าได้ จึงต้องประมาณภาษีและเงินทุนหมุนเวียนตามจังหวะรับจ่ายจริงด้วย
ตัวอย่างนี้นับเงินสดแบบไหน
ตัวอย่างต่อไปนี้ประเมินโครงการหนึ่งโครงการด้วยเงินสดหลังภาษีและก่อนการจัดหาเงิน อัตราคิดลดจึงต้องสอดคล้องกับเงินสดฐานนี้ ไม่หักดอกเบี้ยหรือเงินต้นเงินกู้ซ้ำลงในกระแสเงินสดโครงการ ส่วนการหาเงินมาลงทุนและการจ่ายหนี้ต้องวางแผนแยกให้กิจการมีสภาพคล่องพอ
วางเงินเข้าออกลงในแต่ละปี
สมมติว่ากิจการกำลังพิจารณาซื้อและติดตั้งเครื่องบรรจุ ใช้เงิน 500,000 บาท และต้องมีเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มอีก 50,000 บาท รวมจ่ายวันนี้ 550,000 บาท โครงการใช้เวลา 4 ปี คาดว่าจะได้เงินสดจากการดำเนินงานส่วนเพิ่มสุทธิปีละ 160,000 บาท หลังค่าใช้จ่ายดำเนินงานและภาษีที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ยังไม่หักรายการจัดหาเงิน
เมื่อสิ้นปีที่ 4 สมมติว่าขายเครื่องได้เงินสุทธิหลังค่าใช้จ่ายในการขายและภาษีที่เกี่ยวข้อง 80,000 บาท และเปลี่ยนเงินทุนหมุนเวียนกลับมาเป็นเงินสดได้ครบ 50,000 บาท จึงได้เงินปีสุดท้ายรวม 290,000 บาท เงินทุนหมุนเวียนที่คืนมานี้ไม่ใช่กำไรเพิ่ม แต่เป็นเงินที่เคยใส่ไว้แล้วได้กลับคืน
| รายการ | วันนี้ | สิ้นปีที่ 1 ถึง 3 แต่ละปี | สิ้นปีที่ 4 |
|---|---|---|---|
| ซื้อและติดตั้งเครื่อง | −500,000 | 0 | 0 |
| เพิ่มเงินทุนหมุนเวียน / ได้คืน | −50,000 | 0 | +50,000 |
| เงินสดดำเนินงานส่วนเพิ่มสุทธิ | 0 | +160,000 | +160,000 |
| ขายเครื่องได้เงินสุทธิ | 0 | 0 | +80,000 |
| เงินสดสุทธิรวม | −550,000 | +160,000 | +290,000 |
- วันนี้ · ปีที่ 0−550,000 บาทเครื่องและติดตั้ง 500,000
เงินทุนหมุนเวียน 50,000 - สิ้นปีที่ 1+160,000 บาทเงินสดดำเนินงานสุทธิ
- สิ้นปีที่ 2+160,000 บาทเงินสดดำเนินงานสุทธิ
- สิ้นปีที่ 3+160,000 บาทเงินสดดำเนินงานสุทธิ
- สิ้นปีที่ 4+290,000 บาทดำเนินงาน 160,000
ขายเครื่อง 80,000
คืนทุนหมุนเวียน 50,000
เครื่องหมายบวกคือเงินเข้า เครื่องหมายลบคือเงินออก ตัวอย่างกำหนดให้เงินในอนาคตเกิด ณ สิ้นปีทุกก้อน
ตัวเลขชุดนี้เป็นสมมติฐานเพื่อฝึกคิด ไม่ใช่ประมาณการของกิจการจริง กำหนดเงินสดเป็นจำนวนเงินบาทที่จะรับจ่ายในอนาคต (nominal) และใช้อัตราคิดลดฐานเดียวกัน เงินปีละ 160,000 บาทคงที่ตามโจทย์ ไม่ได้แปลว่าต้นทุนหรือราคาขายในธุรกิจจริงจะคงที่ และไม่ได้สมมติว่ากิจการทั้งบริษัทเลิกดำเนินงานเมื่อครบ 4 ปี เรากำลังดูขอบเขตของโครงการนี้เท่านั้น

เทียบเงินต่างปีให้เป็นมูลค่าวันนี้
ได้เงิน 160,000 บาทวันนี้กับได้อีกหลายปีข้างหน้าไม่เท่ากัน เงินวันนี้นำไปใช้อย่างอื่นได้ และเงินในอนาคตยังต้องรอพร้อมรับความเสี่ยง วิธีคิดมูลค่าปัจจุบันจึงแปลงเงินแต่ละปีให้มาเทียบกัน ณ วันนี้ ก่อนนำมาบวกลบ
ในกรณีนี้ใช้อัตราคิดลด 10% ต่อปีเป็นสมมติฐานเพื่อสอน ไม่ใช่อัตรามาตรฐานที่ทุกกิจการควรใช้ งานจริงต้องเลือกอัตราให้เหมาะกับต้นทุนเงินทุน ความเสี่ยง และฐานของกระแสเงินสด หากประมาณเงินสดรวมผลของเงินเฟ้อ อัตราคิดลดก็ต้องใช้ฐานที่รวมเงินเฟ้อสอดคล้องกันด้วย
มูลค่าปัจจุบัน หรือ PV
PV ของเงินปีที่ t = เงินสดสุทธิปีที่ t ÷ (1 + r)t
t คือจำนวนปีนับจากวันนี้ และ r คืออัตราคิดลดต่อปี เช่น 10% ใช้ 0.10 เงินสิ้นปีที่ 1 จำนวน 160,000 บาทจึงมี PV เท่ากับ 160,000 ÷ 1.10 ≈ 145,455 บาท
จากนั้นนำ PV ของเงินรับจ่ายทุกปีมารวมกัน เรียกว่า มูลค่าปัจจุบันสุทธิ หรือ NPV เงินวันนี้ไม่ต้องคิดลดซ้ำ จึงใช้ −550,000 บาทได้เลย ส่วนเงินปีที่ 4 ต้องใช้ยอดรวม 290,000 บาท เพราะการขายเครื่องและการได้เงินทุนหมุนเวียนคืนเกิดพร้อมเงินดำเนินงานปีสุดท้ายตามสมมติฐาน
NPV ≈ 595,970 − 550,000 = +45,970 บาท
คิดลด 10% ต่อปี แถบเปรียบเทียบ PV ด้วยสเกลเดียวกัน คำนวณเต็มความละเอียดก่อนปัดแสดงเป็นบาท ผลรวมใช้ค่าก่อนปัด
NPV เป็นบวกประมาณ 45,970 บาท หมายความว่า เงินสดที่คาดไว้มีมูลค่าปัจจุบันสูงกว่าเงินลงทุน เมื่อใช้อัตราคิดลด 10% และสมมติฐานชุดนี้ ไม่ใช่เงินสดที่เหลือในบัญชีวันนี้ ไม่ใช่กำไรทางบัญชีปีใดปีหนึ่ง และไม่ใช่มูลค่าของกิจการทั้งบริษัท ผลบวกนี้เป็นเหตุให้พิจารณาต่อ ยังต้องดูว่าประมาณการน่าเชื่อถือ มีเงินพอ และทำโครงการได้จริงหรือไม่
ถ้าลองทำใน Excel ใช้สูตรนี้ได้
=NPV(10%,160000,160000,160000,290000)-550000
ฟังก์ชันนี้คิดลดเงินปลายงวดที่ห่างเท่ากัน จึงใส่เฉพาะเงินสิ้นปีที่ 1 ถึง 4 ไว้ข้างใน แล้วหักเงินลงทุนวันนี้ข้างนอก หากนำ 550,000 บาทไปใส่เป็นงวดแรกด้วย จังหวะเงินลงทุนจะคลาดไปหนึ่งงวด
ถ้าเป็นทีมซอฟต์แวร์หรือ SI ก็ใช้วิธีเดียวกันได้ โดยเริ่มจากถามว่าโครงการทำให้รับหรือจ่ายเงินต่างไปอย่างไร เช่น ค่าบริการระบบที่ต้องจ่ายเพิ่มกับค่าล่วงเวลาที่ลดได้จริง ส่วนชั่วโมงทำงานที่ลดลงแต่เงินเดือนยังเท่าเดิม ให้แสดงประโยชน์และแผนใช้เวลานั้นแยกจากเงินสด อย่านำชั่วโมงคูณค่าแรงแล้วใส่เป็นเงินรับทันที
คืนทุนเมื่อไร กับคุ้มเงินแค่ไหน เป็นคนละคำถาม
ระยะคืนทุน หรือ payback ช่วยดูว่าต้องรอนานแค่ไหนกว่าเงินรับสะสมจะชดเชยเงินที่ลงไป ตัวอย่างนี้สิ้นปีที่ 3 ได้เงินสะสม 480,000 บาท ยังไม่ครบ 550,000 บาท เมื่อรับเงินสิ้นปีที่ 4 จึงคืนทุนตามกำหนดรับเงินที่ตั้งไว้ เราตอบว่า คืนทุน ณ สิ้นปีที่ 4 โดยไม่เฉลี่ยเป็นเศษปี เพราะโจทย์ไม่ได้กำหนดให้เก็บเงินเข้ามาสม่ำเสมอระหว่างปี
แต่ payback แบบไม่คิดลดไม่สนใจมูลค่าเงินตามเวลา และไม่นับประโยชน์หลังจุดคืนทุน โครงการที่ได้เงินคืนเร็วกว่าอาจไม่ได้สร้างมูลค่ามากกว่าเสมอ จึงเหมาะใช้ถามเรื่องเวลารอและความตึงของเงินประกอบกับ NPV มากกว่าจะใช้แทนกัน
อีกตัวที่มักเห็นในข้อเสนอคือ IRR หรืออัตราคิดลดที่ทำให้ NPV เท่ากับศูนย์ กระแสเงินสดกรณีฐานนี้ได้ IRR ประมาณ 13.45% ต่อปี สูงกว่าอัตราคิดลดสมมติ 10% จึงให้สัญญาณสอดคล้องกับ NPV ที่เป็นบวก อย่างไรก็ตาม 13.45% มาจากเงินสดที่คาดไว้ ไม่ใช่คำรับรองว่าจะได้ผลตอบแทนจริงตามนั้น
ถ้าต้องเลือกระหว่างโครงการที่ทำพร้อมกันไม่ได้ อย่าตัดสินจาก IRR ที่สูงกว่าเพียงอย่างเดียว ขนาดเงินลงทุนและเวลารับเงินอาจต่างกัน ให้ดู NPV ภายใต้ฐานเปรียบเทียบที่เหมาะสมด้วย เงินลงทุนเริ่มต้นต่างกันไม่ได้ทำให้ NPV ใช้เทียบไม่ได้โดยอัตโนมัติ แต่ถ้าอายุโครงการต่างกันหรือมีข้อจำกัดงบประมาณ ต้องจัดวิธีเปรียบเทียบให้ตอบโจทย์นั้นก่อน
ลองลดเงินที่คาดว่าจะได้ แล้วดูว่ายังน่าลงทุนไหม
คำถามที่มีประโยชน์กว่าการคำนวณซ้ำให้ได้คำตอบเดิม คือถ้าเงินสดดำเนินงานเหลือปีละ 140,000 บาทจะเกิดอะไรขึ้น โดยยังคงเงินเริ่มต้น มูลค่าขายเครื่อง เงินทุนหมุนเวียนคืน และอัตราคิดลดตามเดิม นี่เป็นการทดสอบสมมติฐานหนึ่งเรื่อง ไม่ใช่การพยากรณ์ว่าจะเกิดกรณีใดด้วยโอกาสเท่าไร
| รายการ | กรณีฐาน | เงินสดดำเนินงานต่ำลง |
|---|---|---|
| เงินลงทุนวันนี้ | 550,000 | 550,000 |
| เงินสดดำเนินงานสุทธิต่อปี | 160,000 | 140,000 |
| เงินรับรวมสิ้นปีที่ 4 | 290,000 | 270,000 |
| NPV ที่อัตราคิดลด 10% | +45,970 | −17,427 |
| คืนทุนแบบไม่คิดลด ตามเงินรับสิ้นปี | สิ้นปีที่ 4 | สิ้นปีที่ 4 |
กรณีฐาน
เงินสดดำเนินงานสุทธิต่อปี
160,000 บาท
NPV ที่อัตราคิดลด 10%
+45,970 บาท
คืนทุนสิ้นปีที่ 4
เงินสดดำเนินงานต่ำลง
เงินสดดำเนินงานสุทธิต่อปี
140,000 บาท
NPV ที่อัตราคิดลด 10%
−17,427 บาท
คืนทุนสิ้นปีที่ 4
แค่รู้ว่า “คืนทุนปีไหน” ยังไม่พอ ทั้งสองกรณีเป็นตัวอย่างสมมติ โดยคงเงินเริ่มต้น มูลค่าขายเครื่อง เงินทุนหมุนเวียนคืน และอัตราคิดลดไว้เท่าเดิม
เงินสดปีละ 160,000 บาทจึงเป็นสมมติฐานที่ต้องตรวจจริงจัง เช่น ยอดงานที่รองรับได้มีหลักฐานแค่ไหน ต้นทุนที่คาดว่าจะลดนั้นลดการจ่ายเงินจริงหรือเพียงทำงานได้เร็วขึ้น และค่าดูแลเครื่องถูกรวมครบหรือยัง
มูลค่าขายเครื่องกับเงินทุนหมุนเวียนก็ต้องตรวจแยกกัน ขายเครื่องได้ตามราคาที่หวังหรือไม่ ลูกหนี้จะเก็บได้ครบไหม และสินค้าที่เหลือเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เท่าไร การใส่ยอดคืนเงินครบเพราะต้องการให้โครงการดูคุ้มจะทำให้คำตอบที่คำนวณได้พาเราตัดสินใจผิด ในงานจริงควรลองกรณีที่เงินมาช้า ต้นทุนสูง หรือขายเครื่องได้ต่ำลงด้วย
ก่อนอนุมัติ ให้รู้ว่าต้องพิสูจน์อะไรและใครติดตาม
บางโครงการไม่ได้มีไว้เพิ่มยอดขายโดยตรง เช่น เปลี่ยนอุปกรณ์ที่ต้องใช้เพื่อรักษาระดับบริการเดิม หากทางเลือกให้บริการ คุณภาพ ความปลอดภัย และความเสี่ยงเทียบเคียงกัน อาจเปรียบเทียบมูลค่าปัจจุบันของต้นทุนตลอดช่วงเวลาที่เหมาะสม แล้วพิจารณาทางเลือกที่ใช้ต้นทุนน้อยกว่า แต่ต้องยืนยันความเทียบเคียงนั้นก่อน ราคาซื้อถูกกว่าอย่างเดียวอาจไม่พอ
ส่วนโครงการที่ตัวเลขดูคุ้ม ผมจะใช้คำถามข้างล่างตรวจข้อเสนอให้ครบก่อนอนุมัติ ไม่จำเป็นต้องทำเอกสารยาวทุกครั้ง แต่คนที่ต้องใช้เงินและคนที่จะรับผิดชอบงานควรตอบตรงกันได้
- เทียบกับทางเลือกใด ถ้าไม่ทำจะเกิดอะไรขึ้น ซ่อมของเดิม เช่า ทดลองก่อน หรือใช้เงินกับโครงการอื่นได้หรือไม่
- เงินสดแต่ละก้อนมาจากไหน ใบเสนอราคา ยอดงาน ต้นทุนและเงื่อนไขเก็บเงินรองรับตัวเลขอย่างไร มีภาษี เงินทุนหมุนเวียน และค่าเลิกใช้ครบหรือยัง
- ต้องจ่ายเมื่อไร และรอเงินได้นานแค่ไหน ตรวจตารางเงินสดกับวงเงินที่มีจริง โครงการ NPV เป็นบวกก็อาจทำให้เงินขาดช่วงได้
- สมมติฐานข้อไหนทำให้คำตอบเปลี่ยน ลองกรณีที่แย่ลงอย่างมีเหตุผล แล้วกำหนดว่าจะลงทุนเต็มจำนวน ทดลองลดขนาด หรือรอข้อมูลเพิ่ม
- ใครรับผิดชอบผลหลังอนุมัติ ระบุผู้ดูแล งบที่อนุมัติ จุดทบทวน และข้อมูลที่จะเทียบผลจริงกับประมาณการ หากผลต่างมาก ใครจะเสนอปรับหรือหยุดโครงการ
การอนุมัติจึงไม่ควรจบที่ไฟล์ซึ่งคำนวณถูก แต่ต้องตามไปดูด้วยว่าเงินและงานเป็นไปตามที่คาดหรือไม่ สำหรับกิจการที่มีคณะกรรมการหรือผู้อนุมัติแยกจากผู้เสนอโครงการ ควรให้ตรวจและตั้งคำถามกับสมมติฐานได้ ส่วนกิจการเล็กก็ใช้หลักเดียวกันได้โดยแยกคนเสนอ คนตรวจ และคนอนุมัติตามขนาดและความเสี่ยงของงาน
ถ้ามีโครงการอยู่ในมือ ลองเริ่มจากกระดาษหนึ่งแผ่น เขียนเงินที่ต้องจ่ายวันนี้ไว้ด้านซ้าย แล้วไล่เงินเข้าออกในแต่ละปีจนจบโครงการ ช่องไหนยังตอบไม่ได้ให้ระบุว่าใครจะหาข้อมูลมาเติม การรู้ว่ายังไม่รู้อะไรช่วยให้ตัดสินใจได้ดีกว่าปรับตัวเลขจนได้คำตอบที่อยากเห็น
แหล่งอ่านต่อ
ตัวอย่างเครื่องบรรจุและตัวเลขเป็นกรณีสมมติที่สร้างขึ้นเพื่ออธิบายการประเมินโครงการ อ่านแนวคิดเพิ่มเติมได้จากแหล่งต่อไปนี้
- CFA Institute: Capital Investments and Capital Allocation การประเมินโครงการและการจัดสรรเงินลงทุน
- ACCA: Investment appraisal เงินสดส่วนเพิ่ม ภาษี เงินทุนหมุนเวียน และเวลารับจ่าย
- OpenStax: Choosing between Projects ข้อควรพิจารณาเมื่อเปรียบเทียบทางเลือกลงทุน
- Microsoft: NPV function การวางเงินลงทุนวันนี้ไว้นอกฟังก์ชัน NPV